⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 2851/2530

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2851/2530

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
ทนายความมีอำนาจทำสัญญาประนีประนอมยอมความแทนลูกความได้ และหากลูกความอ้างว่าถูกฉ้อฉลในการทำสัญญาประนีประนอมยอมความ จะต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าการแสดงเจตนาทำสัญญานั้นบกพร่องไปเพราะการถูกกลฉ้อฉลโดยตรง ไม่ใช่เพราะความบกพร่องของทนายความเอง.

ย่อคำพิพากษา

ทนายโจทก์มีอำนาจทำสัญญาประนีประนอมยอมความและได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับจำเลย ศาลพิพากษาตามยอมแล้วดังนี้ แม้ทนายจำเลยจะบอกเล่าเรื่องราวต่าง ๆ แก่ทนายโจทก์ไม่ตรงต่อความจริงแต่ทนายโจทก์ย่อมมีโอกาสใช้ดุลพินิจ ไตร่ตรอง แล้วว่าสมควรจะตกลงทำสัญญากับจำเลยหรือไม่ ทั้งข้ออ้างที่ว่าทนายโจทก์ขาดสติสัมปชัญญะเพราะเหตุผลเรื่องสุขภาพ จึงตกลงประนีประนอมยอมความกับทนายจำเลยนั้นก็เป็นความบกพร่องของทนายโจทก์เอง โจทก์จึงจะอ้างว่าได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความไปโดยถูกฝ่ายจำเลยฉ้อฉลหาได้ไม่.

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.138 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.138 พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม.31

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่าจำเลยเป็นนายจ้างโจทก์ ต่อมาจำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยโจทก์มิได้กระทำผิดอย่างร้ายแรงอันเป็นการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม และไม่จ่ายค่าชดเชย ระหว่างทำงานกับจำเลย โจทก์ทำงานล่วงเวลาแต่จำเลยจ่ายค่าล่วงเวลาให้โจทก์ไม่ครบ ขอให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหาย ค่าชดเชย และค่าล่วงเวลาให้โจทก์ จำเลยทั้งสามให้การว่า จำเลยเลิกจ้างโจทก์เพราะโจทก์กระทำผิดระเบียบของจำเลยอย่างร้ายแรง จำเลยจึงเลิกจ้างได้ไม่เป็นการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม ไม่ต้องจ่ายค่าเสียหายและค่าชดเชย โจทก์ได้รับค่าล่วงเวลาไปครบถ้วนแล้ว ขอให้ยกฟ้อง วันนัดพิจารณาคู่ความตกลงกันได้ ศาลแรงงานกลางจึงทำสัญญาประนีประนอมยอมความให้และพิพากษาตามยอมแล้ว โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 138 ซึ่งใช้บังคับในการดำเนินกระบวนพิจารณาในศาลแรงงานตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 31 บัญญัติว่าในคดีที่คู่ความตกลงกันหรือประนีประนอมยอมความกันในประเด็นแห่งคดีโดยมิได้มีการถอนฟ้อง เมื่อศาลพิพากษาตามยอมแล้วห้ามคู่ความมิให้อุทธรณ์คำพิพากษาเช่นว่านั้น เว้นแต่กรรีจะเข้าข้อยกเว้นข้อหนึ่งข้อใดดังต่อไปนี้ (1) เมื่อมีการกล่าวอ้างว่าคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งฉ้อฉล (2) ฯลฯ อุทธรณ์ของโจทก์ที่อ้างว่าทนายโจทก์ถูกทนายจำเลยฉ้อฉลว่าโจทก์รับสารภาพต่อคณะผู้สอบสวนของจำเลยว่าโจทก์ได้นำรถออกนอกเส้นทางและดื่มสุราในวันเกิดเหตุ และทนายโจทก์ขาดสติสัมปชัญญะเพราะแผลผ่าตัดเป็นโรคจิตประสาท จึงตกลงประนีประนอมยอมความกับทนายจำเลยไปนั้น เห็นว่า ถึงแม้ทนายจำเลยจะได้บอกเล่าเรื่องราวต่าง ๆ แก่ทนายโจทก์โดยไม่ตรงต่อความจริงแต่ทนายโจทก์ ย่อมมีโอกาสใช้ดุลพินิจไตร่ตรองแล้วว่าสมควรจะตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับทนายจำเลยหรือไม่ ส่วนข้ออ้างที่ว่าทนายโจทก์ขาดสติสัมปชัญญะเพราะเหตุผลเรื่องสุขภาพของทนายโจทก์นั้นก็เป็นความบกพร่องของทนายโจทก์เอง โจทก์จึงจะอ้างว่าได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความในศาลไปโดยถูกฝ่ายจำเลยฉ้อฉลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 138(1) หาได้ไม่อุทธรณ์ของโจทก์จึงต้องห้ามตามบทกฎหมายดังกล่าว" พิพากษาให้ยกอุทธรณ์โจทก์. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2851/2530 นาย ปัด ถา ขัน แก้ว โจทก์ บริษัท จิต ร จำกัด กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นาย ปัด ถา ขัน แก้ว · จำเลย - บริษัท จิต ร จำกัด กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)สุพจน์ นาถะพินธุ · จุนท์ จันทรวงศ์ · สีนวล คงลาภ
แหล่งที่มาสำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 2660/2536ฎีกา 4715/2542ฎีกา 4359/2540ฎีกา 3996/2541ฎีกา 4838/2548ฎีกา 685/2550ฎีกา 1968/2533ฎีกา 2328/2533ฎีกา 1415/2540ฎีกา 8875/2542ฎีกา 5086/2537ฎีกา 7168/2542ฎีกา 2572/2541ฎีกา 2093/2532ฎีกา 5712/2541ฎีกา 1591/2495ฎีกา 541/2509ฎีกา 15617/2558ฎีกา 82/2512ฎีกา 7907/2551ฎีกา 3053/2527ฎีกา 7339/2540ฎีกา 5494/2541ฎีกา 2403-2430/2543
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ