⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 3339/2530

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3339/2530

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การตั้งตัวแทนให้ทำสัญญาจะซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ ไม่ต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือ

ย่อคำพิพากษา

การตั้งตัวแทนให้ทำสัญญาจะซื้อขายที่ดินซึ่งได้มีการวางมัดจำกันไม่จำต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือแต่อย่างใด แม้ต่อมาจะได้มีการทำสัญญาจะซื้อขายเป็นหนังสืออีกก็ตาม.

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.456 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.798

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทำสัญญาจะขายที่ดิน ส่วนใต้สุดของที่ดินโฉนดเลขที่ ๔๓๒๑ จำนวน ๑ ไร่ ในราคา ๓๒๐,๐๐๐ บาทให้แก่โจทก์ โจทก์วางมัดจำขณะทำสัญญา ๑๕๐,๐๐๐ บาท ราคาที่เหลือจะชำระกันในวันจดทะเบียนนิติกรรมโอนขายที่ดิน ซึ่งจะต้องไม่เกินวันที่ ๖ พฤศจิกายน ๒๕๑๘ วันที่ ๔ พฤศจิกายน ๒๕๑๘ จำเลยทำนิติกรรมจดทะเบียนโอนขายที่ดินให้แก่โจทก์ ๓ งาน ๔.๖ ตารางวาโจทก์ชำระเงินให้จำเลย ๙๓,๖๘๐ บาท รวมเงินราคาที่ดินที่โจทก์ชำระให้จำเลยแล้ว ๒๔๓,๖๘๐ บาท ที่ดินส่วนที่เหลือ ๙๕.๔ ตารางวาจำเลยจะโอนให้โจทก์เมื่อได้หลักฐานที่ดินบางส่วนที่ไม่ตรงกันนั้นเรียบร้อยแล้ว จำเลยจำนองที่ดินส่วนที่เหลืออีก ๒ ไร่เศษไว้กับผู้มีชื่อ จำเลยจึงไม่สามารถโอนที่ดินส่วนที่เหลืออีก ๙๕.๔ ตารางวาให้โจทก์ได้ขอให้บังคับจำเลยแบ่งขายที่ดินโอนปราศจากจำนองแก่โจทก์เป็นเนื้อที่ ๙๕.๔ ตารางวาจากที่ดินโฉนดเลขที่ ๔๓๒๑ โดยตัดแบ่งส่วนทางใต้สุดเท่าที่ยังคงเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยโดยทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่และให้รับเงิน ๗๖,๓๘๐ บาทไปจากโจทก์หากจำเลยไม่ยอมแบ่งขายให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย และหากจำเลยไม่สามารถจดทะเบียนนิติกรรมแบ่งขายให้โจทก์ได้ ให้จำเลยใช้เงิน ๓๐๕,๒๘๐ บาทแก่โจทก์ จำเลยให้การว่า จำเลยทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินฉบับลงวันที่ ๖ พฤศจิกายน ๒๕๑๗ ขึ้นจริง แต่มิได้ขายให้โจทก์แต่ผู้เดียว ความจริงโจทก์ซื้อที่ดินตามฟ้องในนามของโจทก์บางส่วนและแทนบุคคลอื่น ผู้มีชื่ออีกประมาณ ๑๐ ราย เฉพาะส่วนของโจทก์ โจทก์ซื้อเพียงประมาณ ๖๔.๑๓ ตารางวา คิดเป็นเงิน ๕๐,๐๐๐ บาทเศษเท่านั้น จำเลยจัดการโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินให้โจทก์และบุคคลอื่นนั้นถูกต้องครบถ้วนทุกรายแล้ว จำเลยไม่ผิดสัญญา โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงว่า เมื่อวันที่ ๑๐ กันยายน ๒๕๑๗ โจทก์และจำเลยทำสัญญาจะซื้อขายที่ดินส่วนใต้สุดของที่ดินโฉนดเลขที่ ๔๓๒๑ ของจำเลย จำนวน ๑ ไร่ ในราคา ๓๒๐,๐๐๐ บาท โจทก์วางเงินมัดจำ ๒,๐๐๐ บาทแก่จำเลย ต่อมาวันที่ ๖ พฤศจิกายน ๒๕๑๗ โจทก์และจำเลยทำหนังสือสัญญาจะซื้อขายที่ดินตามเอกสารหมาย จ.๕ ต่อมาวันที่ ๔ พฤศจิกายน ๒๕๑๘ จำเลยจดทะเบียนโอนขายที่ดินตามสัญญาดังกล่าวแก่โจทก์เพียง ๓ งาน ๔.๖ ตารางวา ที่เหลืออีก ๙๕.๔ ตารางวา จำเลยไม่ยอมจดทะเบียนโอนขายแก่โจทก์ ปัญหาจะต้องวินิจฉัยมีว่า จำเลยผิดสัญญาหรือไม่ ศาลชั้นให้เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดสงขลาทำแผนที่พิพาทขึ้น โจทก์จำเลยรับรองแผนที่พิพาทว่าถูกต้องปรากฏว่าที่ดินเนื้อที่ ๓ งาน ๔.๖ ตารางวาที่จำเลยจดทะเบียนโอนขายให้แก่โจทก์ไปแล้วอยู่ทางทิศใต้สุดของแผนที่พิพาท ตามหนังสือสัญญาจะซื้อขายที่ดินรายพิพาทนั้น จำเลยตกลงขายที่ดินโฉนดเลขที่ ๔๓๒๑ ตามแผนที่พิพาทด้านทิศใต้สุดแก่โจทก์ ดังนั้น ที่ดินพิพาทที่โจทก์ฟ้องขอบังคับให้จำเลยโอนขายแก่โจทก์อีก ๙๕.๔ ตารางวา จึงอยู่ในแผนที่พิพาท และอยู่เหนือที่ดินที่จำเลยจดทะเบียนโอนขายแก่โจทก์ไปแล้ว ซึ่งจำเลยให้การและนำสืบว่าที่ดินพิพาทคือที่ดินแปลงหมายเลขที่ ๙๕, ๓๖๑ และ ๓๖๒ จำเลยจดทะเบียนโอนขายให้แก่นายสุทิน นายชีพ และนายสนั่น ไปแล้วคนละแปลงโดยบุคคลทั้งสามดังกล่าวเป็นตัวการมอบให้โจทก์เป็นตัวแทนทำหนังสือสัญญาซื้อขายที่ดินโฉนดเลขที่ ๔๓๒๑ ของจำเลยการที่จำเลยจดทะเบียนโอนขายที่ดินแก่บุคคลทั้งสามดังกล่าวจึงเป็นการปฏิบัติตามสัญญาซื้อขายที่ดินระหว่างโจทก์จำเลยปัญหาจึงมีว่าการที่จำเลยจดทะเบียนโอนขายที่ดินแก่นายสุทิน นายชีพ และนานสนั่นเป็นการปฏิบัติตามสัญญาหรือไม่เห็นว่า ตามหนังสือเสนอซื้อที่ดินสหกรณ์ของโจทก์ ลงวันที่ ๑๐ กันยายน ๒๕๑๗ ตามเอกสารหมาย ล.๒ ปรากฏว่าโจทก์เป็นตัวผทนผู้เช่าซึ่งอาศัยอยู่บนที่ดินนั้นเสอนขอซื้อที่ดินจากจำเลยจำนวน ๑ ไร่ นอกจากนั้นจำเลยยังมีนายสุทิน นายชีพ และนายสนั่นมาเบิกความว่าโจทก์เป็นตัวแทนของตน ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่าโจทก์ทำสัญญาจะซื้อขายที่ดินพิพาทแทนนายสุทินนายชีพ และนายสนั่น เมื่อการทำสัญญาจะซื้อขายที่ดินมีการวางมัดจำกัน การตั้งตัวแทนให้ทำสัญญารายนี้จึงไม่จำต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือแต่อย่างใด แม้ต่อมาจะได้มีการทำสัญญาจะซื้อขายเป็นหนังสือก็ตาม เมื่อจำเลยโอนขายที่ดินพิพาทแก่ตัวการตามสัญญาแล้ว จำเลยจึงไม่ผิดสัญญาฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3339/2530 นายฉ้าย ไชยมงคล โจทก์ สหกรณ์ผู้เลี้ยงสุกรสงขลา จำกัด จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นายฉ้าย ไชยมงคล · จำเลย - สหกรณ์ผู้เลี้ยงสุกรสงขลา จำกัด
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ดำริ ศุภพิโรจน์ · อำนวย อินทุภูติ · สมศักดิ์ จูสวัสดิ์
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดสงขลา - นายจรินทร์ ไกรเทพ · ศาลอุทธรณ์ - นายพลจิตต์ ดียืน
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 3345/2525ฎีกา 1730/2520ฎีกา 17393/2555ฎีกา 451/2491ฎีกา 360/2502ฎีกา 3375/2532ฎีกา 1090/2530ฎีกา 170/2497ฎีกา 942-943/2515ฎีกา 5317/2538ฎีกา 1452/2511ฎีกา 10866/2546ฎีกา 231/2482ฎีกา 464/2497ฎีกา 5281/2540ฎีกา 1280/2492ฎีกา 6/2475ฎีกา 1578/2493ฎีกา 6549/2542ฎีกา 144/2549ฎีกา 158/2509ฎีกา 6848/2540ฎีกา 3145/2545ฎีกา 1037/2540
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา