⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 366/2530

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 366/2530

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การรับสารภาพในชั้นสอบสวน แม้จะมีการกลับคำให้การในชั้นพิจารณา ก็ยังรับฟังเป็นพยานหลักฐานประกอบการวินิจฉัยของศาลได้ หากมีพยานหลักฐานอื่นสนับสนุน

ย่อคำพิพากษา

โจทก์ฟ้องว่าเกิดเหตุระหว่างวันที่ 17 ธันวาคม 2526 ถึงวันที่19 ธันวาคม 2526 วันเวลาใดไม่ปรากฏชัด จำเลยให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวนว่าในวันที่ 13 ธันวาคม 2526 จำเลยลักอะไหล่รถยนต์ของผู้เสียหายรวม 5 กล่องนำไปฝากไว้กับ ม. และในวันที่ 15ธันวาคม 2526 จำเลยได้ลักเอาอะไหล่รถยนต์อีก 5 กล่องไปฝากไว้กับม. อีกเช่นกัน แต่ในชั้นพิจารณาจำเลยนำสืบว่า จำเลยมิได้รับสารภาพต่อพนักงานสอบสวน และจำเลยไม่รู้จักกับ ม. ดังนี้ จึงฟังไม่ได้ว่าจำเลยลักอะไหล่รถยนต์ของผู้เสียหายไปในวันที่ 13 และ 15 ธันวาคม2526 ข้อเท็จจริงที่ปรากฏในการพิจารณาจึงมิได้แตก ต่างกับข้อเท็จจริงที่โจทก์ฟ้อง.

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.192

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 335, 357, 83 พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา(ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2525 มาตรา 11 และให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืนจำนวน 710,968.79 บาท จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 335 พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 5)พ.ศ. 2525 มาตรา 11 ให้จำคุก 7 ปี กับให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืนจำนวน 710,968.79 บาท จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า โจทก์บรรยายฟ้องกล่าวหาจำเลยกระทำผิดระหว่างวันที่ 17 ถึงวันที่ 19 ธันวาคม 2526 เวลาใดไม่ปรากฏชัดแต่ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าจำเลยลักอะไหล่รถยนต์ของผู้เสียหายไปเมื่อวันที่ 13 และวันที่ 15 ธันวาคม 2526 ข้อเท็จจริงในทางพิจารณาเกี่ยวกับวันเวลากระทำผิดต่างกับฟ้องและจำเลยหลงข้อต่อสู้ไม่อาจลงโทษจำเลยได้ พิพากษากลับให้ยกฟ้อง โจทก์ฎีกาว่า จำเลยกระทำผิดในระหว่างวันเวลาที่โจทก์ฟ้องและจำเลยมิได้หลงต่อสู้ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...นอกจากนายบุญรอด บุญวิสุทธิ์ พยานโจทก์ซึ่งพักอยู่ที่บ้านพักคนงานของผู้เสียหายในบริเวณที่เกิดเหตุเบิกความว่า เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2526 เวลา 8 นาฬิกา นายบุญรอดเห็นจำเลยใช้ท่อนเหล็กทุบกระจกหน้าต่างห้องเก็บอะไหล่รถยนต์ของผู้เสียหายแล้ว ร้อยตำรวจตรีวารินทร์ ทองตรา ผู้จับกุมจำเลยและร้อยตำรวจตรีโยธิน ผูกเกษร พนักงานสอบสวนก็เบิกความว่า เมื่อจับกุมจำเลยชั้นแรกจำเลยให้การปฏิเสธ ครั้นพิมพ์ลายนิ้วมือจำเลยเพื่อตรวจกับลายนิ้วมือคนร้ายที่ติดอยู่กับกระจกหน้าต่างห้องเก็บอะไหล่รถยนต์จำเลยจึงให้การรับสารภาพว่าลักอะไหล่รถยนต์ของผู้เสียหายไปโดยฝากไปกับนายมานะ พงษ์วานิชกิจ จำเลยนำชี้ที่เกิดเหตุตั้งแต่จำเลยทุบกระจกหน้าต่างห้องเก็บอะไหล่รถยนต์แล้วจำเลยเข้าไปในห้องดังกล่าวลักเอาอะไหล่รถยนต์ของผู้เสียหายไปให้พนักงานสอบสวนถ่ายภาพไว้และจำเลยพาร้อยตำรวจตรีวารินทร์ติดตามไปยึดอะไหล่รถยนต์ของผู้เสียหายที่บ้านนายมานะมาเป็นของกลางด้วย ของกลางที่ยึดมาได้มีจำนวนมากเกือบเต็มรถยนต์ปิดอัพเฉพาะที่บรรจุกล่องซึ่งมีชื่อห้างผู้เสียหายประมาณ 20 กล่อง ฝ่ายจำเลยนำสืบว่า ตามวันเวลาที่โจทก์กล่าวหาจำเลยนั้น วันที่ 17 ธันวาคม 2526 จำเลยไปทำงานตามปกติรุ่งขึ้นเป็นวันอาทิตย์ จำเลยอยู่ที่บ้านจำเลยและจำเลยมิได้ให้การรับสารภาพต่อพนักงานสอบสวนตามที่โจทก์และจำเลยนำสืบดังกล่าวการที่จำเลยให้การรับสารภาพและนำชี้ที่เกิดเหตุตั้งแต่ทุบกระจกหน้าต่างห้องเก็บอะไหล่รถยนต์แล้วถอดกลอนเข้าไปลักอะไหล่รถยนต์ของผู้เสียหายไป ตลอดจนพาตำรวจติดตามยึดอะไหล่รถยนต์ที่จำเลยลักคืนไปมาได้เป็นของกลางนั้น เป็นหลักฐานที่ประกอบคำเบิกความของบุญรอดว่า จำเลยลักอะไหล่รถยนต์ของผู้เสียหายไปในระหว่างวันเวลาที่โจทก์ฟ้องดังที่นายบุญรอดเบิกความ อนึ่งอะไหล่รถยนต์ของผู้เสียหายที่จำเลยลักเอาไปมีจำนวนมากต้องบรรทุกรถยนต์ไปจึงเชื่อว่าจำเลยกับพวกร่วมกันลักอะไหล่รถยนต์ดังกล่าวซึ่งเป็นของนายจ้างจำเลยไป ส่วนคำให้การรับสารภาพของจำเลยชั้นสอบสวนตามเอกสารหมายจ.9 ซึ่งจำเลยให้การว่าในวันที่ 13 ธันวาคม 2526 จำเลยลักอะไหล่รถยนต์ของผู้เสียหายรวม 5 กล่องฝากไปกับนายมานะ และในวันที่15 ธันวาคม 2526 จำเลยลักอะไหล่รถยนต์อีกรวม 5 กล่องฝากไปกับนายมานะเช่นเดียวกันนั้น ในชั้นพิจารณาจำเลยนำสืบว่า จำเลยมิได้ให้การรับสารภาพต่อพนักงานสอบสวนและจำเลยไม่รู้จักกับนายมานะดังนี้ ข้อเท็จจริงจึงฟังไม่ได้ว่าจำเลยลักอะไหล่รถยนต์ของผู้เสียหายไปในวันที่ 13 และวันที่ 15 ธันวาคม 2526 ข้อเท็จจริงที่ปรากฏในการพิจารณาจึงมิได้แตกต่างกับข้อเท็จจริงที่โจทก์ฟ้องที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโดยด้วยเหตุดังกล่าวนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น พิพากษากลับ จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2525มาตรา 11 จำคุก 7 ปี คำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลย 4 ปี 8 เดือน และให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืนเป็นเงิน 710,968.79 บาทแก่ผู้เสียหาย". ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 366/2530 พนักงานอัยการ จังหวัด สระบุรี โจทก์ นาย เรวัตร์ หรือ เรวัตร ฉิม กลาง จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการ จังหวัด สระบุรี · จำเลย - นาย เรวัตร์ หรือ เรวัตร ฉิม กลาง
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ไพรัช วงศ์วัฒนะ · ไพจิตร วิเศษโกสิน · เฉลิม การปลื้มจิตต์
แหล่งที่มาสำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 980/2484ฎีกา 10786/2557ฎีกา 1146/2502ฎีกา 721-722/2491ฎีกา 270/2488ฎีกา 3729/2543ฎีกา 9474/2552ฎีกา 216/2479ฎีกา 1267/2479ฎีกา 2093/2529ฎีกา 212/2487ฎีกา 1727/2498ฎีกา 1716/2524ฎีกา 80/2487ฎีกา 9559/2552ฎีกา 1450/2529ฎีกา 5211/2540ฎีกา 1842/2500ฎีกา 7520/2555ฎีกา 917/2520ฎีกา 6471/2537ฎีกา 3889/2551ฎีกา 357-358/2535ฎีกา 988/2551
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ