⚖️ LawAraiค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 4100/2530

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4100/2530

ป.พ.พ. ม.1360 · ป.วิ.แพ่ง ม.55

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การที่เจ้าของรวมคนหนึ่งกระทำการอันเป็นการโต้แย้งสิทธิของเจ้าของรวมอีกคนหนึ่ง เจ้าของรวมผู้ถูกโต้แย้งสิทธิย่อมมีอำนาจฟ้องร้องบังคับคดีได้ และการใช้อำนาจในทรัพย์สินอันเป็นกรรมสิทธิ์รวมนั้น ต้องไม่เป็นการขัดต่อสิทธิของเจ้าของรวมคนอื่น.

ย่อคำพิพากษา

โจทก์จำเลยและพวกรวม 11 คน เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินมีโฉนดแปลงหนึ่งซึ่งใช้เป็นที่ปลูกบ้านอยู่อาศัย ทางทิศตะวันออกของที่ดินมีทางเดินและสะพานลงสู่แม่น้ำได้โจทก์และชาวบ้านละแวกนั้นใช้เป็นท่าน้ำท่าเรือ ข้ามฟากร่วมกันมานานหลายสิบปี เช่นนี้ การที่จำเลยทำรั้วปิดกั้นทางเดินพิพาท จึงทำให้โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของรวมได้รับความเดือดร้อน แม้จำเลยจะมีสิทธิใช้ทรัพย์สินซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์รวมได้ แต่การใช้นั้นจะต้องไม่ขัดสิทธิของโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของรวมในที่ดินดังกล่าวผู้หนึ่งด้วย การกระทำของจำเลยเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลย โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยรื้อถอนรั้วที่จำเลยกั้นไว้แต่โจทก์จะขอให้ศาลมีคำสั่งว่า ถ้าจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้โจทก์มีสิทธิรื้อถอนรั้วที่จำเลยทำไว้ออกเสียโดยให้จำเลยเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายไม่ได้ โจทก์ชอบที่จะขอต่อศาลให้มีคำสั่งตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 296 ทวิ.

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.55 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1360

🔎 คำพิพากษาอื่นที่อ้างมาตราเดียวกัน: ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.55 → ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1360 →

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ จำเลย และบุคคลอื่นอีก ๙ คนเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินมีโฉนดแปลงหนึ่ง เจ้าของรวมแต่ละคนใช้ที่ดินดังกล่าวเป็นที่ปลูกบ้านอยู่อาศัยมีทางเดินตามหมู่บ้านตลอดถึงกันหมด ที่ดินที่โจทก์ครอบครองโจทก์มอบให้นางละออง นางสิ้มลิ้มและนางจำนงพี่สาวและน้องสาวของโจทก์ปลูกบ้านอยู่อาศัยและครอบครองแทนโจทก์ ทางทิศตะวันออกของที่ดินมีทางเดินและสะพานไม้แก่นลงในแม่น้ำสุพรรณ เพื่อใช้เป็นท่าน้ำ ท่าเรือสำหรับชาวบ้านข้ามฟาก ต่อมาจำเลยได้ทำรั้วกั้นทางเดินดังกล่าวเป็นเหตุให้โจทก์กับพวก ซึ่งเป็นเจ้าของรวมและชาวบ้านไม่สามารถจะเดินผ่านใช้สะพานเป็นท่าน้ำได้ดังเดิม ขอให้ศาลบังคับให้จำเลยรื้อถอนรั้วที่จำเลยกั้นไว้รวมกันยาวประมาณ ๘ วาออกไป ถ้าจำเลยไม่ปฏิบัติขอให้โจทก์มีสิทธิรื้อถอนรั้วที่จำเลยทำไว้ออกเสียได้โดยให้จำเลยเป็นผู้ออกค่าใช้จ่าย เพื่อให้โจทก์และบริวารตลอดทั้งชาวบ้านใช้ทางเดินนี้ผ่านไปใช้สะพานเป็นท่าน้ำได้ตามเดิน และห้ามไม่ให้จำเลยและบริวารปิดกั้นอีกต่อไป จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยรื้อถอนรั้วที่กั้นไว้ (ยาวประมาณ ๘ วา) ออกไปภายใน ๑๕ วัน หากไม่ปฏิบัติก็ให้โจทก์รื้อถอนแทนโดยให้จำเลยเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายทั้งหมดห้ามจำเลยและบริวารปิดกั้นอีกต่อไป จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิจารณาแล้ว พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ ๖๐๐ บาทแทนโจทก์ จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหามีว่าจำเลยทำรั้วปิดกั้นทางพิพาทเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์หรือไม่ เห็นว่าโจทก์เป็นผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์รวมกับจำเลยและพวกในโฉนดที่ดิน โจทก์จะครอบครองเองหรือให้ผู้อื่นยึดถือครอบครองไว้แทนตนก็ได้ดังนั้นการที่โจทก์มอบให้นางละออง นางส้มลิ้มและนางจำนอง (ตามฟ้องเป็นนางจำนง) ครอบครองแทนถือได้ว่าโจทก์ครอบครองที่ดินดังกล่าวอย่างผู้เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวม โจทก์จึงมีความจำเป็นต้องใช้ที่ดินเป็นทางเดินลงสู่แม่น้ำสุพรรณการปิดทางพิพาทของจำเลยจึงทำให้โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของรวมได้รับความเดือดร้อน แม้จำเลยจะมีสิทธิใช้ทรัพย์สินซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์รวมได้ แต่การใช้นั้นจะต้องไม่ขัดต่อสิทธิของโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของรวมในที่ดินดังกล่าวผู้หนึ่งด้วยการกระทำของจำเลยดังกล่าวเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๕๕ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลย แต่ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นว่า ถ้าจำเลยไม่รื้อถอนรั้วที่จำเลยกั้นไว้ ก็ให้โจทก์รื้อถอนได้เองโดยให้จำเลยเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายทั้งหมดนั้น เนื่องจากได้มีพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่๑๐) พ.ศ. ๒๕๒๗ เพิ่มเติมบทมาตรา ๒๙๖ ทวิ แล้ว โจทก์ชอบที่จะร้องขอต่อศาลให้มีคำสั่งตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการ จะขอรื้อถอนเองมิได้ พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำขอในส่วนที่ให้โจทก์รื้อถอนรั้วที่จำเลยกั้นไว้ (ยาวประมาณ ๘ เมตร) โดยให้จำเลยเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายทั้งหมดนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา ๖๐๐ บาทแทนโจทก์. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4100/2530 นายแบน กลิ่นหอม โจทก์ นายวน หงษ์เงิน จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นายแบน กลิ่นหอม · จำเลย - นายวน หงษ์เงิน
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)เจริญ นิลเอสงฆ์ · สหัส สิงหวิริยะ · เสวก จันทร์ผ่อง
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดสุพรรณบุรี - นายบุญส่ง น้อยโสภณ · ศาลอุทธรณ์ - นายชูศักดิ์ บัณฑิตกุล
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 1793/2549ฎีกา 631/2541ฎีกา 305/2511ฎีกา 1858-1859/2515ฎีกา 130/2538ฎีกา 3409/2554ฎีกา 162/2512ฎีกา 818/2536ฎีกา 404/2526ฎีกา 108/2545ฎีกา 344/2531ฎีกา 9671/2539ฎีกา 7177/2545ฎีกา 1073/2508ฎีกา 2089/2532ฎีกา 1249/2526ฎีกา 1490/2535ฎีกา 1854/2493ฎีกา 2620/2517ฎีกา 2893/2531ฎีกา 5360/2546ฎีกา 5693/2549ฎีกา 673/2526ฎีกา 1812/2506
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา