⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 4201/2530

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4201/2530

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การที่นิติบุคคลมอบอำนาจให้บุคคลอื่นกระทำการแทน โดยมีหลักฐานแสดงการมอบอำนาจ นิติบุคคลนั้นต้องรับผิดต่อบุคคลภายนอกผู้สุจริตจากการกระทำของบุคคลนั้น เสมือนเป็นการกระทำของตัวแทน ข้อความที่เขียนลงในตั๋วเงินซึ่งขัดต่อกฎหมายลักษณะตั๋วเงิน ไม่มีผลบังคับแก่ตั๋วเงินนั้น

ย่อคำพิพากษา

การที่จำเลยที่ 1 ยอมให้จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกนำตั๋วสัญญาใช้เงินของบริษัทจำเลยที่ 1 ระบุชื่อโจทก์เป็นผู้รับประโยชน์ ไปให้โจทก์ตรงกับคำพรรณนาของจำเลยที่ 2 ทุกประการพร้อมทั้งให้จำเลยที่ 2 มีนามบัตรซึ่งมีรูปเครื่องหมายและตัวอักษร แสดงว่าเป็นพนักงานของบริษัทจำเลยที่ 1 ถือได้ว่าเป็นการเชิดจำเลยที่ 2 เป็นตัวแทน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 821 เมื่อปรากฏว่าโจทก์มอบเงินจำนวนตามตั๋วสัญญาใช้เงินนั้นให้แก่จำเลยที่ 2 แต่จำเลยที่ 2 ยักยอกเงินดังกล่าวไป จำเลยที่ 1 ก็ต้องรับผิดต่อโจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกผู้สุจริต จากการกระทำของจำเลยที่ 2 เสมือนว่าจำเลยที่ 2 เป็นตัวแทน ข้อความตามตราประทับด้านหลังตั๋วสัญญาใช้เงิน ที่มีใจความว่าตั๋วสัญญาใช้เงินจะสมบูรณ์ต่อเมื่อเช็คเรียกเก็บเงินได้เรียบร้อยแล้วนั้น เป็นข้อความที่ขัดต่อประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 983 (2) จึงไม่มีผลบังคับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 899 ที่ว่า ข้อความอันใดซึ่งมิได้บัญญัติไว้ในกฎหมายลักษณะตั๋วเงิน ถ้าเขียนลงในตั๋วเงินข้อความนั้นหาเป็นผลอย่างหนึ่งอย่างใดแก่ตั๋วเงินนั้นไม่

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.821 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.899 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.983

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ ๑ ได้มอบหมายหรือเชิดให้จำเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นพนักงานของจำเลยที่ ๑ ให้ติดต่อโจทก์นำเงินไปให้จำเลยที่ ๑ กู้ยืมจำนวน ๒๐๐,๐๐๐ บาท โดยออกตั๋วสัญญาใช้เงินให้โจทก์ยึดเป็นหลักฐานและจำเลยที่ ๒ ได้นำตั๋วสัญญาใช้เงินดังกล่าวมามอบให้โจทก์ โจทก์จึงมอบเงินตามตั๋วนั้น ให้แก่จำเลยที่ ๒ ต่อมาโจทก์ต้องการขอถอนเงินคืนจำเลยที่ ๑ แจ้งว่าเช็คที่โจทก์จ่ายให้จำเลยที่ ๑ ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน จำเลยที่ ๑ จึงยึดเอาตั๋วสัญญาใช้เงินนั้นไป จำเลยที่ ๑ ต้องรับผิดต่อโจทก์ในฐานะตัวการ ขอศาลพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันรับผิดชดใช้เงินแก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ย จำเลยที่ ๑ ให้การว่า จำเลยที่ ๒ ไม่ใช่ลูกจ้างหรือตัวแทนของตน แต่มีอาชีพเป็นนายหน้าหาเงินฝากแก่จำเลยที่ ๑ โดยจำเลยที่ ๑ จะให้เงินตอบแทนเป็นร้อยละของจำนวนเงินฝาก จำเลยที่ ๒ นำเช็คจำนวน ๒๐๐,๐๐๐ บาท มาแจ้งแก่จำเลยที่ ๑ ว่าโจทก์ขอฝากเงินเป็นเวลา ๓ ปี จำเลยที่ ๑ จึงออกตั๋วสัญญาใช้เงินจำนวนดังกล่าวโดยประทับด้านหลังตั๋วเงินว่าตั๋วนี้สมบูรณ์ต่อเมื่อเช็คนั้นเรียกเก็บเงินได้แล้ว ต่อมาจำเลยที่ ๑ เรียกเก็บเงินตามเช็คไม่ได้ และทราบจากโจทก์ว่า โจทก์มอบเงิน ๒๐๐,๐๐๐ บาท ให้จำเลยที่ ๒ แต่จำเลยที่ ๒ ยักยอกเงินไป ขอให้จำเลยที่ ๑ นำเช็คของจำเลยที่ ๒ มอบแก่โจทก์เพื่อดำเนินคดีกับจำเลยที่ ๒ เอง พร้อมทั้งคืนตั๋วสัญญาใช้เงินแก่จำเลยที่ ๑ จำเลยที่ ๑ จึงมอบเช็คแก่โจทก์ไป ซึ่งโจทก์ได้ดำเนินคดีอาญากับจำเลยที่ ๒ แล้ว จึงขอให้พิพากษายกฟ้อง จำเลยที่ ๒ ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยที่ ๑ ใช้เงินตามฟ้องแก่โจทก์ จำเลยที่ ๑ อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยที่ ๑ ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าข้อเท็จจริงไม่อาจถือได้ว่าจำเลยที่ ๒ เป็นตัวแทนของจำเลยที่ ๑ แต่การที่จำเลยที่ ๑ ยอมให้จำเลยที่ ๒ นำตั๋วสัญญาใช้เงินของบริษัทจำเลยที่ ๑ ระบุชื่อโจทก์เป็นผู้รับประโยชน์ไปให้โจทก์ตรังกับคำพรรณนาของจำเลยที่ ๒ ทุกประการ พร้อมทั้งให้จำเลยที่ ๒ มีนามบัตรซึ่งมีรูปเครื่องหมายและตัวอักษร แสดงว่าเป็นพนักงานของบริษัทจำเลยที่ ๑ แล้ว จึงถือว่าเป็นการเชิดจำเลยที่ ๒ เป็นตัวแทน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๘๒๑ จำเลยที่ ๑ ต้องรับผิดต่อบุคคลภายนอกผู้สุจริตในการกระทำของจำเลยที่ ๒ ส่วนข้อความตามตราประทับของจำเลยที่ ๑ เป็นข้อความที่ขัดต่อประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๙๘๓ (๒) ที่ว่าตั๋วสัญญาใช้เงินนั้นจะต้องมีคำมั่นสัญญาอันปราศจากเงื่อนไขว่า จะใช้เงินเป็นจำนวนแน่นอน ข้อความตามตราประทับ จึงไม่มีผลบังคับได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๘๙๙ ที่ว่าข้อความอันใดซึ่งมิได้มีบัญญัติไว้ในกฎหมายลักษณะตั๋วเงิน ถ้าเขียนลงในตั๋วเงิน ข้อความนั้นหาเป็นผลอย่างหนึ่งอย่างใดแก่ตั๋วนั้นไม่ เมื่อข้อความตามตราประทับเป็นที่ต้องห้ามตามกฎหมายดังกล่าว ก็ไม่ใช่เป็นเรื่องที่คู่กรณีตกลงกันได้ตามนัยคำพิพากษาฎีกาที่ ๕๗๕/๒๕๐๗ ที่จำเลยยกขึ้นอ้าง พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4201/2530 นายสินชัย ศิลาวรรณ์ โจทก์ บริษัทเครดิตฟองซิเอร์เยาวราช จำกัด กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นายสินชัย ศิลาวรรณ์ · จำเลย - บริษัทเครดิตฟองซิเอร์เยาวราช จำกัด กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ไมตรี กลั่นนุรักษ์ · วิฑูรย์ ตั้งตรงจิตต์ · เฉลิม การปลื้มจิตต์
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลแพ่ง - นายฟอง แสวงธรรม · ศาลอุทธรณ์ - นายประมาณ ชันซื่อ
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 6567/2544ฎีกา 3489/2536ฎีกา 597/2534ฎีกา 2763/2536ฎีกา 1117/2527ฎีกา 694/2531ฎีกา 2159/2542ฎีกา 397/2554ฎีกา 1384/2518ฎีกา 449/2519ฎีกา 6542/2552ฎีกา 442/2496ฎีกา 7954/2538ฎีกา 7848/2553ฎีกา 986/2507ฎีกา 4879/2533ฎีกา 6164/2533ฎีกา 1122/2519ฎีกา 3394/2536ฎีกา 4594/2549ฎีกา 1630/2509ฎีกา 3023/2537ฎีกา 1121/2533ฎีกา 1892/2538
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา