⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 4454-4455/2530

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4454-4455/2530

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การที่นายจ้างไม่สามารถประกอบกิจการต่อไปได้อันเนื่องมาจากคำสั่งของหน่วยงานรัฐ ถือเป็นการเลิกจ้างลูกจ้าง และนายจ้างต้องจ่ายค่าชดเชยแก่ลูกจ้างตามกฎหมาย

ย่อคำพิพากษา

การที่กระทรวงการคลังมีคำสั่งให้ยึดหรืออายัดทรัพย์สินของจำเลยและของกรรมการผู้จัดการของจำเลยไว้ทั้งหมด ตามมาตรา 8 วรรคแรกแห่งพระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ. 2527 นั้นจำเลยย่อมไม่สามารถประกอบกิจการต่อไปได้ ซึ่งมีผลต่อไปว่าจำเลยไม่มีงานให้โจทก์ที่ 2 ซึ่งเป็นลูกจ้างทำและจำเลยก็ไม่ได้จ่ายค่าจ้างให้โจทก์ที่ 2 นับแต่วันที่กระทรวงการคลังมีคำสั่งดังกล่าวถึงวันฟ้องเป็นเวลา 3 เดือนเศษจำเลยจึงอยู่ในฐานะที่ไม่มีความสามารถจะจ้างโจทก์ที่ 2 ไว้เป็นลูกจ้างของจำเลยต่อไปได้กรณีถือได้ว่าจำเลยได้เลิกจ้างโจทก์ที่ 2 แล้ว จำเลยจึงต้องจ่ายค่าชดเชยแก่โจทก์ที่ 2

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน ม.46

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ทั้งสองสำนวนฟ้องมีใจความว่า โจทก์ทั้งสองเป็นลูกจ้างประจำของจำเลยต่อมาจำเลยได้เลิกจ้างโจทก์โดยโจทก์ทั้งสองไม่มีความผิด และไม่จ่ายค่าชดเชยและค้างจ่ายค่าจ้างอีกเป็นเงินคนละ ๒,๐๐๐ บาท ขอให้ศาลบังคับจำเลยจ่ายค่าชดเชย และค่าจ้างค้างจ่ายแก่โจทก์ทั้งสอง จำเลยทั้งสองสำนวนให้การว่า จำเลยไม่เคยเลิกจ้างโจทก์ทั้งสองจำเลยเคยมีคำสั่งย้ายตำแหน่งหน้าที่ของโจทก์ที่ ๑ โดยได้รับเงินเดือนเท่าเดิม แต่โจทก์ที่ ๑ ไม่เข้าทำงานตามคำสั่ง เป็นการสมัครใจที่จะไม่ทำงานต่อไปจนกระทั่งจำเลยถูกดำเนินคดีและกระทรวงการคลังมีคำสั่งให้ยึดหรืออายัดทรัพย์สินและถูกปิดที่ทำการ จึงไม่สามารถดำเนินกิจการต่อไปได้ โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกค่าชดเชย ขอให้ยกฟ้อง ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า จำเลยได้เลิกจ้างโจทก์ที่ ๑ ส่วนโจทก์ที่ ๒ ทำงานกับจำเลยจนกระทรวงการคลังมีคำสั่งยึดและอายัดทรัพย์สินนของจำเลยทั้งหมด จนไม่สามารถดำเนินกิจการต่อไปได้ ถือว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์ที่ ๒ และฟังว่าจำเลยค้างจ่ายค่าจ้างโจทก์ทั้งสองจริง พิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าชดเชย และค่าจ้างค้างจ่ายแก่โจทก์ทั้งสอง จำเลยทั้งสองสำนวนอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า อุทธรณ์ของจำเลยที่โต้แย้งคำพิพากษาของศาลแรงงานกลางว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์ที่ ๑ หรือไม่นั้นเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงอันต้องห้ามตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๕๔ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย จำเลยอุทธรณ์ประการต่อไปว่า กรณีที่จำเลยถูกทางราชการสั่งให้ปิดกิจการ อันจะถือว่าเป็นการเลิกจ้างลูกจ้างนั้น จะต้องเป็นการปิดกิจการเป็นถาวร แต่การปิดกิจการของจำเลยดังกล่าวเป็นกรณีชั่วคราว จึงถือไม่ได้ว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์ที่ ๒ พิเคราะห์แล้วเห็นว่า การที่กระทรวงการคลังมีคำสั่งให้ยึดหรืออายัดทรัพย์สินของจำเลย และของนายพรชัย สิงหเสมานนท์ กรรมการผู้จัดการของจำเลยไว้ทั้งหมด ตามมาตรา ๘ วรรคแรก แห่งพระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ. ๒๕๒๗ นั้นจำเลยย่อมไม่สามารถประกอบกิจการต่อไปได้ ซึ่งมีผลต่อไปว่า จำเลยไม่มีงานให้โจทก์ที่ ๒ ทำ และจำเลยก็ไม่ได้จ่ายค่าจ้างให้แก่โจทก์ที่ ๒ นับแต่วันที่ ๒๑ มกราคม ๒๕๓๐ ซึ่งเป็นวันที่กระทรวงการคลังมีคำสั่งดังกล่าวถึงวันฟ้องเป็นเวลา ๓ เดือนเศษ ดังนี้จำเลยจึงอยู่ในฐานะที่ไม่มีความสามารถจะจ้างโจทก์ที่ ๒ ไว้เป็นลูกจ้างจำเลยต่อไปได้ กรณีจึงถือได้ว่าจำเลยได้เลิกจ้างโจทก์ที่ ๒ แล้ว พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4454 - 4455/2530 นายโอภาส รัตโนภาส กับพวก โจทก์ บริษัทเสมาฟ้าครามนคร จำกัด จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นายโอภาส รัตโนภาส กับพวก · จำเลย - บริษัทเสมาฟ้าครามนคร จำกัด
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)มาโนช เพียรสนอง · จุนท์ จันทรวงศ์ · สีนวล คงลาภ
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลแรงงานกลาง - นายเกียรติพงศ์ อมาตยกุล · ศาลอุทธรณ์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 3371/2527ฎีกา 221-222/2525ฎีกา 1343/2526ฎีกา 2104-2105/2525ฎีกา 2314/2525ฎีกา 3117/2529ฎีกา 2599/2541ฎีกา 4800/2534ฎีกา 2572/2541ฎีกา 271/2525ฎีกา 3583/2524ฎีกา 2/2543ฎีกา 3362/2529ฎีกา 2911/2524ฎีกา 260/2529ฎีกา 2411-2415/2529ฎีกา 97-98/2529ฎีกา 2242/2531ฎีกา 3117/2543ฎีกา 269/2525ฎีกา 2662/2537ฎีกา 1359/2530ฎีกา 2397/2529ฎีกา 1106-1107/2526
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา