⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 4848/2530

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4848/2530

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
แม้จำเลยจะให้การรับสารภาพในความผิดที่มีอัตราโทษขั้นต่ำจำคุกตั้งแต่ห้าปีขึ้นไป โจทก์ยังคงมีภาระการพิสูจน์ข้อเท็จจริงแห่งความผิดนั้น เพื่อให้เกิดความมั่นใจว่าจำเลยได้กระทำความผิดจริง และศาลต้องสืบพยานโจทก์ประกอบก่อนพิพากษา.

ย่อคำพิพากษา

การที่กฎหมายบัญญัติให้โจทก์ยังต้องมีภาระการพิสูจน์ สำหรับความผิดที่กฎหมายกำหนดอัตราโทษขั้นต่ำไว้ให้จำคุกตั้งแต่ห้าปีขึ้นไปหรือโทษสถานที่หนักกว่านั้นแม้จำเลยจะให้การรับสารภาพแล้วก็ตามก็ด้วยเจตนารมณ์เพื่อให้เกิดความมั่นใจได้ว่าจำเลยคือบุคคลผู้ได้กระทำความผิดตามข้อหาที่ตน ได้ให้การรับสารภาพจริง ไม่มีการผิดตัว ทั้งนี้เพื่อให้เกิดความถูกต้องและเป็นการป้องกันความผิดพลาดหรือผิดหลงอย่างอื่นอันอาจเกิดขึ้นได้ และเพราะข้อหาตามที่จำเลยรับสารภาพนั้นมีอัตราโทษสูงดังกล่าว กฎหมายจึงต้องวางมาตรการเพื่อให้ศาลดำเนินกระบวนพิจารณาสืบพยานโจทก์ประกอบก่อนที่จะพิพากษาลงโทษจำเลย เมื่อพยานหลักฐานของโจทก์ฟังได้มั่นคงแล้ว จึงไม่มีเหตุผลอย่างใดที่จะหยิบยกข้อบกพร่องที่ไม่อาจทำลายน้ำหนักพยานหลักฐานอื่นของโจทก์มาอ้างเพื่อปฏิเสธการรับฟังพยานโจทก์.

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.176 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.227

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83,288, 289, 340, 340 ตรี คืนรถยนต์ของกลางแก่เจ้าของและให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ 3,100 บาท ที่ยังไม่ได้คืนแก่เจ้าของด้วย จำเลยให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 83, 340 วรรคท้าย, 340 ตรี ให้ประหารชีวิตจำเลย จำเลยต้องโทษประหารชีวิตซึ่งเป็นโทษสูงสุดแล้ว เพิ่มโทษจำเลยในกรณีใช้ยานพาหระเพื่อกระทำผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 340 ตรี อีกไม่ได้ จำเลยให้การรับสารภาพ มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยตลอดชีวิต ให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ 3,100 บาท ที่ยังไม่ได้คืนแก่เจ้าของ ส่วนคำขอที่ให้คืนของกลางแก่เจ้าของนั้น ผู้เสียหายรับว่าได้รับคืนของกลางไปแล้ว จึงให้ยกเสียข้อหาอื่นให้ยกฟ้อง โจทก์และจำเลยต่างไม่อุทธรณ์ ศาลชั้นต้นส่งสำนวนมายังศาลอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 245 ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...การที่กฎหมายบัญญัติให้โจทก์ยังต้องมีภาระการพิสูนจ์สำหรับความผิดที่กฎหมายกำหนดอัตราโทษขั้นต่ำไว้ให้จำคุกตั้งแต่ห้าปีขึ้นไป หรือโทษสถานที่หนักกว่านั้น แม้จำเลยจะให้การรับสารภาพแล้วก็ตาม ก็ด้วยเจตนารมณ์ เพื่อให้เกิดความมั่นใจได้ว่า จำเลยคือบุคคลผู้ได้กระทำความผิดตามข้อหาที่ตนได้ให้การรับสารภาพจริง ไม่มีการผิดตัว ทั้งนี้ เพื่อให้เกิดความถูกต้องและเป็นการป้องกันความผิดพลาดหรือผิดหลงอย่างอื่นอันอาจเกิดขึ้นได้ และเพราะข้อหาตามที่จำเลยรับสารภาพนั้นมีอัตราโทษสูงดังกล่าว กฎหมายจึงต้องวางมาตรการเพื่อให้ศาลดำเนินกระบวนพิจารณาสืบพยานประกอบก่อนที่จะพิพากษาลงโทษจำเลย ดังนั้น เมื่อข้อเท็จจริงตามทางนำสืบของโจทก์ในคดีนี้ ซึ่งโจทก์มีผู้เสียหายมาเบิกความว่าจำคนร้ายได้ 2 คน คือนายประสิทธิ์ แก้วจีน และนายบุญลือ เกิดพร้อมทั้งโจทก์มีร้อยตำรวจโทชัยทัต เสมาทอง พนักงานสอบสวนมาเบิกความยืนยันว่านายบุญลือ เกิดพร้อม ผู้ต้องหาคนหนึ่งให้การรับสารภาพว่าได้ร่วมกับนายเร่ง หลวงขัน นายประสิทธิ์ แก้วจีน และจำเลยปล้นทรัพย์รายนี้ นอกจากนี้โจทก์ยังมีพันตำรวจตรีเยี่ยมแสงหิรัญ พนักงานสอบสวนผู้ทำการสอบสวนจำเลยมาเบิกความประกอบว่าจำเลยให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวนด้วยความสมัครใจว่าจำเลยได้ร่วมกับนายประสิทธิ์ แก้วจีน นายบุญลือ เกิดพร้อม นายเร่ง หลวงขันและนายแกะ หรือธวัช พรมสง่า กระทำผิดคดีนี้จริงปรากฏตามบันทึกคำให้การเอกสารหมาย จ.5 บันทึกการนำชี้ที่เกิดเหตุประกอบคำรับสารภาพเอกสารหมาย จ.6 และภาพถ่ายหมาย จ.7 กรณีจึงรับฟังได้โดยไม่มีข้อน่าระแวงสงสัยเป็นอย่างอื่นว่า จำเลยเป็นผู้หนึ่งที่ได้ร่วมกระทำผิดกับจำเลยในคดีอื่น ซึ่งศาลได้พิจารณาพิพากษาลงโทษไปแล้ว และจำเลยเองก้ได้ให้การรับสารภาพตลอดมาทั้งไม่ติดใจในคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นแต่ประการใด เมื่อพยานหลักฐานของโจมก์ฟังได้มั่นคงเช่นนี้แล้ว จึงไม่มีเหตุผลอย่างใดที่จะหยิบยกข้อบกพร่องอย่างอื่นมาเป็นเหตุอ้างเพื่อปฏิเสธการรับฟังพยานโจทก์ ทั้งที่ข้อตำหนิดังกล่าวไม่อาจทำลายน้ำหนักพยานหลักฐานอื่นของโจทก์ให้ขาดความเชื่อถือได้ ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยยกฟ้องโจทก์มรนั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาโจทก์ฟังขึ้น" พิพากษากลับ ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4848/2530 พนักงานอัยการ ประจำศาล จังหวัด หล่มสัก โจทก์ นาย สม พงษ์ จันทร์ แดง จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการ ประจำศาล จังหวัด หล่มสัก · จำเลย - นาย สม พงษ์ จันทร์ แดง
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)สวัสดิ์ รอดเจริญ · ดุสิต วราโห · คำนึง อุไรรัตน์
แหล่งที่มาสำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 3027/2540ฎีกา 185/2535ฎีกา 481/2526ฎีกา 98/2537ฎีกา 4979/2541ฎีกา 597/2485ฎีกา 824/2535ฎีกา 913/2538ฎีกา 164/2553ฎีกา 1149/2536ฎีกา 1148/2534ฎีกา 240/2535ฎีกา 2963/2535ฎีกา 3284/2543ฎีกา 525/2541ฎีกา 831/2541ฎีกา 848/2545ฎีกา 4519/2544ฎีกา 7601/2540ฎีกา 16889/2555ฎีกา 2936/2543ฎีกา 2234/2535ฎีกา 6856/2544ฎีกา 362/2540
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ