คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 609/2530
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
คำให้การของจำเลยที่ขัดแย้งกันเองในประเด็นสำคัญเกี่ยวกับข้อเท็จจริงที่รับฟังได้ ทำให้คำให้การนั้นไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่หากคำให้การนั้นยังเป็นที่เข้าใจได้ว่าเป็นการปฏิเสธฟ้องโจทก์โดยสิ้นเชิง คดีก็ยังคงมีประเด็นข้อพิพาทที่ต้องนำสืบต่อไป
ย่อคำพิพากษา
จำเลยให้การในตอนแรกว่าไม่เคยทำสัญญาเช่ากับโจทก์และไม่ทราบว่าโจทก์วางมัดจำไว้ แต่ตอนหลังกลับให้การว่าจำเลยไม่ต้องคืนเงินมัดจำให้โจทก์เพราะหักเป็นค่าเสียหายที่โจทก์ก่อขึ้นกับห้องเช่าที่ส่งมอบคืน ดังนี้เป็นคำให้การที่ขัดแย้งกันไม่ชัดแจ้งว่าจำเลยให้โจทก์เช่าห้องและรับเงินมัดจำไว้หรือไม่เป็นคำให้การที่ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสอง จำเลยไม่มีประเด็นนำสืบตามคำให้การ แต่คำให้การดังกล่าวเป็นที่เข้าใจได้ว่าเป็นการปฏิเสธฟ้องโจทก์โดยสิ้นเชิง คดียังมีประเด็นข้อพิพาท โจทก์ต้องนำสืบให้ได้ความตามฟ้องจึงจะชนะคดีได้.
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เช่าห้องเลขที่ ๗ ของโรงแรมแอมบาสซาเดอร์จากจำเลยมีกำหนด ๑ ปี ได้วางมัดจำค่าเสียหายไว้เป็นเงิน๑๖๘,๐๐๐ บาท เมื่อสิ้นสุดสัญญาเช่าแล้วจำเลยไม่คืนเงินมัดจำไว้ จึงขอให้บังคับจำเลยคืนเงินดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ย
จำเลยให้การว่า ไม่เคยทำสัญญาเช่าและเรียกเงินมัดจำตามฟ้อง โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกเงินมัดจำคืนเพราะจำเลยได้หักเงินมัดจำเป็นค่าเสียหายของห้องเช่าที่โจทก์ส่งมอบแล้ว ขอให้ยกฟ้อง
ระหว่างพิจารณาศาลชั้นต้นงดสืบพยาน แล้ววินิจฉัยว่าคำให้การไม่ชัดแจ้งจำเลยไม่มีประเด็นที่จะสืบ ข้อเท็จจริงต้องรับฟังตามฟ้อง พิพากษาให้จำเลยชำระเงินพร้อมดอกเบี้ยตามฟ้องแก่โจทก์
จำเลยอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า โจทก์ต้องนำสืบให้ได้ความตามฟ้องพิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาสืบพยานโจทก์ต่อไปจนสิ้นกระแสความแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี
โจทก์และจำเลยฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คำให้การจำเลยมีใจความในตอนแรกว่าจำเลยไม่เคยทำสัญญาเช่ากับโจทก์ และจำเลยไม่ได้ให้โจทก์เช่าห้องเลขที่ ๗ ไม่ทราบว่าโจทก์วางมัดจำการเสียหายไว้เป็นเงิน๑๖๘,๐๐๐ บาท แต่ตอนหลังกลับให้การว่าจำเลยไม่ต้องคืนเงินมัดจำความเสียหายให้แก่โจทก์เพราะคิดหักเป็นค่าเสียหายที่โจทก์ก่อขึ้นกับห้องเช่าที่ส่งมอบคืน เป็นคำให้การจำเลยที่ขัดแย้งกัน ไม่ชัดแจ้งว่าจำเลยให้โจทก์เช่าห้องและรับเงินมัดจำไว้หรือไม่ รวมทั้งเหตุแห่งการนั้นด้วย จึงเป็นคำให้การจำเลยที่ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๗๗ วรรคสอง จำเลยจึงไม่มีประเด็นจะนำสืบตามคำให้การแต่ไม่ถือว่าเป็นการรับข้อเท็จจริงตามฟ้องโจทก์ คำให้การของจำเลยเป็นที่เข้าใจว่าเป็นการปฏิเสธฟ้องโจทก์โดยสิ้นเชิง คดียังมีประเด็นข้อพิพาทโจทก์จึงยังต้องนำสืบให้ได้ความตามฟ้องจึงจะชนะคดีได้.
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 609/2530
นางพยอม กาญจนาภา โจทก์
บริษัทชวริน จำกัด จำเลย
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - นางพยอม กาญจนาภา · จำเลย - บริษัทชวริน จำกัด |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | ปชา วรธรรมพินิจ · จุนท์ จันทรวงศ์ · ถวิล ทองสว่างรัตน์ |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลแพ่ง - นายจิระ บุญพจนสุนทร · ศาลอุทธรณ์ - นายวิทวัส อยู่วัฒนา |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา