⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 89-90/2530

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 89-90/2530

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
รัฐวิสาหกิจจะปรับปรุงค่าจ้าง เงินเดือน หรือผลประโยชน์อื่นใดที่คิดเป็นตัวเงินได้ ต้องได้รับอนุมัติจากคณะรัฐมนตรี แม้จะมีการตกลงกันระหว่างนายจ้างและลูกจ้างตามกฎหมายแรงงานสัมพันธ์แล้วก็ตาม

ย่อคำพิพากษา

กระทรวงการคลังถือหุ้นอยู่ในบริษัทจำเลยเกินกว่าร้อยละห้าสิบจำเลยจึงมีฐานะเป็นรัฐวิสาหกิจตามความใน พระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ พ.ศ. 2502 มาตรา 4(ข) และ พระราชบัญญัติคุณสมบัติมาตรฐานสำหรับกรรมการและพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ. 2518 มาตรา4(2). จำเลยเป็นรัฐวิสาหกิจ ซึ่งอยู่ภายใต้การควบคุมของกระทรวงการคลังต้องปฏิบัติตามระเบียบ คำสั่งของรัฐมนตรีเจ้าสังกัด หรือมติของคณะรัฐมนตรีรวมทั้งพนักงานหรือลูกจ้างของจำเลยซึ่งเป็นพนักงานรัฐวิสาหกิจก็ตกอยู่ภายใต้บังคับของมติคณะรัฐมนตรีเช่นเดียวกัน เมื่อมีมติคณะรัฐมนตรีกำหนดว่าห้ามรัฐวิสาหกิจปรับปรุงค่าจ้าง เงินเดือน หรือผลประโยชน์อื่นใดที่คิดเป็นตัวเงินได้เว้นแต่จะได้รับอนุมัติจากคณะรัฐมนตรีเป็นกรณีพิเศษ และต่อมากำหนดเพิ่มเติมว่า ให้รัฐวิสาหกิจหารือกับกระทรวงการคลังก่อน ผู้แทนของโจทก์และจำเลยได้ทำบันทึกข้อตกลงมีความว่า จำเลยตกลงจะปรับเงินเดือนแก่พนักงานทุกคนคนละ 1 อันดับจากอัตราที่ได้รับอยู่ปัจจุบัน และจำเลยตกลงที่จะเสียภาษีเงินได้สำหรับเงินค่าชดเชยแทนพนักงานและลูกจ้างซึ่งออกจากงานเนื่องจากถูกเลิกจ้างและสูงอายุ โดยผู้แทนของจำเลยมิได้หารือกระทรวงการคลัง และมิได้รับอนุญาตจากคณะรัฐมนตรี ดังนี้ข้อตกลงทั้งสองข้อดังกล่าวจึงไม่มีผลบังคับ แม้การทำข้อตกลงจะได้ดำเนินการตามขั้นตอนมาโดยชอบตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ ฯ ก็ไม่เป็นเหตุให้เป็นข้อตกลงที่ใช้บังคับกันได้โจทก์จึงจะนำข้อตกลงดังกล่าวมาฟ้องให้จำเลยปฏิบัติตามคำขอท้ายฟ้องมิได้ (อ้างคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1338/2525).(ที่มา-ส่งเสริมฯ)

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

พระราชบัญญัติคุณสมบัติมาตรฐานสำหรับกรรมการและพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ.2518 ม.4 พระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ พ.ศ.2502 ม.4 พระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 ม.13 พระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 ม.15 พระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 ม.18

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้ศาลบังคับจำเลยนำข้อตกลงตามบันทึกข้อตกลงไปจดทะเบียนต่ออธิบดีกรมแรงงาน และบังคับให้จำเลยปฏิบัติตามข้อตกลง จำเลยให้การว่า ข้อตกลงตามบันทึกข้อตกลงที่โจทก์ขอบังคับ ไม่มีผลใช้บังคับ ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง โจทก์ทั้งสองสำนวนอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า 'ตามพระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ พ.ศ. 2502 ได้ให้ความหมายของคำว่า 'รัฐวิสาหกิจ'ไว้ในมาตรา 4 (ข) ว่า 'บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ส่วนราชการมีทุนรวมอยู่ด้วยเกินกว่าร้อยละห้าสิบ' และพระราชบัญญัติคุณสมบัติมาตรฐานสำหรับกรรมการและพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ. 2518 ได้ให้ความหมายของคำว่า 'รัฐวิสาหกิจ' ไว้ในมาตรา 4 (2) ว่า 'บริษัทจำกัด หรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่กระทรวงทบวงกรมหรือทบวงการเมืองที่มีฐานะเทียบเท่า และหรือรัฐวิสาหกิจตาม (1) มีทุนรวมอยู่ด้วยเกินร้อยละห้าสิบ' ตามข้อเท็จจริงซึ่งศาลแรงงานกลางรับฟัง ปรากฏว่ากระทรวงการคลังซึ่งเป็นส่วนราชการหรือกระทรวงทบวงกรม ถือหุ้นอยู่ในบริษัทจำเลยเกินกว่าร้อยละห้าสิบ ฉะนั้นจำเลยจึงมีฐานะเป็นรัฐวิสาหกิจตามความแห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวหาใช่ไม่มีกฎหมายรับรองให้จำเลยเป็นรัฐวิสาหกิจดังที่โจทก์อุทธรณ์ไม่ อุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์ทั้งสองสำนวนฟังไม่ขึ้น ที่โจทก์ทั้งสองสำนวนอุทธรณ์ว่า มติของคณะรัฐมนตรีไม่ใช่กฎหมาย ไม่มีผลผูกมัดจำเลย จำเลยมีอำนาจที่จะเจรจาข้อเรียกร้องเรื่องการเงินของจำเลยได้โดยอิสระ เมื่อจำเลยได้แต่งตั้งผู้แทนและที่ปรึกษาเข้าร่วมในการเจรจาทำข้อตกลงกับโจทก์จนเป็นข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างแล้ว ย่อมเป็นข้อตกลงที่ชอบด้วยกฎหมาย การที่จำเลยไม่นำข้อตกลงไปจดทะเบียนต่ออธิบดีกรมแรงงาน และไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงข้อ 1.3 และข้อ 4 ย่อมเป็นการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 มาตรา 18, 131นั้น เห็นว่าจำเลยเป็นรัฐวิสาหกิจ ซึ่งอยู่ภายใต้การควบคุมของกระทรวงการคลังจำเลยจำต้องปฏิบัติตามระเบียบ คำสั่งของรัฐมนตรีเจ้าสังกัด หรือมติของคณะรัฐมนตรี รวมทั้งพนักงานหรือลูกจ้างของจำเลยซึ่งเป็นพนักงานรัฐวิสาหกิจก็ตกอยู่ภายใต้บังคับของมติคณะรัฐมนตรีเช่นกัน เมื่อปรากฏว่าคณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 15 กันยายน 2524 และวันที่ 12 มกราคม 2525 ตามเอกสารหมายเลข1 และ 2 ท้ายคำให้การ ซึ่งกำหนดว่า ห้ามรัฐวิสาหกิจปรับปรุงค่าจ้าง เงินเดือน หรือผลประโยชน์อื่นใดที่อาจคิดเป็นตัวเงินได้ เว้นแต่จะได้รับอนุมัติจากคณะรัฐมนตรีเป็นกรณีพิเศษ ต่อมาได้กำหนดเพิ่มเติมเป็นว่า ให้รัฐวิสาหกิจหารือกับกระทรวงการคลังก่อนฉะนั้นเมื่อโจทก์ยื่นข้อเรียกร้องต่อจำเลย เมื่อวันที่8 มกราคม 2528 รวม 15 ข้อ ข้อแก้ไขเปลี่ยนแปลงข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างและในวันที่ 11 มกราคม 2528 จำเลยได้ยื่นข้อเรียกร้องต่อโจทก์รวม 2 ข้อ โจทก์และจำเลยต่างได้แต่งตั้งผู้แทนและที่ปรึกษาเข้าร่วมในการเจรจาผู้แทนของโจทก์และจำเลยได้เจรจาร่วมกันหลายครั้ง ในที่สุดสามารถตกลงกันได้เมื่อวันที่15 พฤษภาคม 2528 จึงได้ทำข้อตกลงกันไว้ปรากฏตามบันทึกข้อตกลงการเจรจาเอกสารท้ายฟ้อง ตามบันทึกข้อตกลงดังกล่าวข้อ 1.3 มีความว่าจำเลยตกลงจะปรับเงินเดือนแก่พนักงานทุกคน คนละ 1อันดับจากอัตราที่ได้รับอยู่ในปัจจุบัน ทั้งนี้ให้มีผลตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2528 เป็นต้นไปและข้อ 4 มีความว่า จำเลยตกลงที่จะเสียภาษีเงินได้สำหรับเงินค่าชดเชยแทนพนักงานและลูกจ้างซึ่งออกจากงานเนื่องจากถูกเลิกจ้างและสูงอายุ ผู้แทนของจำเลยทำข้อตกลงดังกล่าวโดยมิได้หารือกระทรวงการคลัง และมิได้รับอนุมัติจากคณะรัฐมนตรีหลังจากทำบันทึกข้อตกลงกันแล้วจำเลยยังได้นำข้อตกลงข้ออื่นเว้นแต่ข้อ 1.3 และข้อ 4 ไปจดทะเบียนต่ออธิบดีกรมแรงงาน แต่อธิบดีกรมแรงงานไม่ยอมจดทะเบียนให้ โดยอ้างว่าจำเลยจะขอจดทะเบียนข้อตกลงเพียงบางส่วนไม่ได้ส่วนข้อตกลงข้อ 1.3 และข้อ 4 จำเลยนำเสนอต่อกระทรวงการคลังเมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2528 แต่กระทรวงการคลังไม่เห็นชอบด้วยเพราะถือว่าเป็นข้อตกลงซึ่งฝ่าฝืนมติของคณะรัฐมนตรีซึ่งบัญญัติห้ามไว้ ฉะนั้นการที่ผู้แทนของจำเลยทำการตกลงข้อ 1.3และข้อ 4 กับโจทก์ โดยมิได้รับความเห็นชอบจากกระทรวงการคลังซึ่งเป็นเจ้าสังกัด ข้อตกลงทั้งสองข้อดังกล่าวจึงไม่มีผลใช้บังคับ แม้การทำข้อตกลงนั้นจะได้ดำเนินการตามขั้นตอนมาโดยชอบด้วยพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 ก็ไม่เป็นเหตุให้กลับกลายเป็นข้อตกลงที่ใช้บังคับกันได้ โจทก์จึงจะนำข้อตกลงข้อ 1.3 และข้อ 4 มาฟ้องบังคับให้จำเลยปฏิบัติตามคำขอท้ายฟ้องไม่ได้ ดังนัยแห่งคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1338/2525 คดีระหว่างสหภาพแรงงานพนักงานการท่าเรือแห่งประเทศไทย โจทก์ การท่าเรือแห่งประเทศไทยกับพวก จำเลย อุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองสำนวนในข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์ทั้งสองสำนวน ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย พิพากษายืน' ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 89 - 90/2530 สหภาพแรงงาน ธนาคาร กรุงไทย โจทก์ ธนาคาร กรุงไทย จำกัด จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - สหภาพแรงงาน ธนาคาร กรุงไทย · จำเลย - ธนาคาร กรุงไทย จำกัด
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)สุพจน์ นาถะพินธุ · จุนท์ จันทรวงศ์ · มาโนช เพียรสนอง
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 768/2533ฎีกา 2004/2527ฎีกา 7337/2549ฎีกา 3539/2536ฎีกา 7420/2537ฎีกา 6000-6040/2544ฎีกา 2681-2683/2545ฎีกา 2725/2530ฎีกา 3115/2529ฎีกา 3026/2538ฎีกา 1128/2544ฎีกา 1850/2544ฎีกา 6977/2544ฎีกา 2042/2525ฎีกา 4532/2541ฎีกา 3619/2529ฎีกา 3415/2525ฎีกา 3815/2529ฎีกา 12710/2555ฎีกา 3514/2525ฎีกา 3117-4287/2544ฎีกา 2490/2526ฎีกา 84/2543ฎีกา 4213/2566
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา