คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1248/2531
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การกระทำที่อ้างว่าเป็นการจัดหางานโดยไม่ได้รับอนุญาต แต่แท้จริงมีเจตนาเพียงหลอกลวงเอาเงินค่าบริการโดยไม่ได้มีเจตนาจัดหางานให้จริง ไม่เป็นความผิดฐานจัดหางานโดยไม่ได้รับอนุญาตตามกฎหมาย
ย่อคำพิพากษา
โจทก์ฟ้องว่าจำเลยจัดหางานโดยตั้งสำนักงานและโฆษณาชักชวนประชาชนให้มาสมัครงานโดยไม่ได้รับอนุญาต แต่ในความผิดฐานฉ้อโกงประชาชนโจทก์บรรยายฟ้องว่าความจริงจำเลยไม่ประสงค์ที่จะจัดหางานดังกล่าวอย่างจริงจังและไม่มีงานที่จะให้คนมาสมัครงานทำดังที่ประกาศโฆษณาไว้แต่อย่างใด จำเลยเพียงแต่ตั้งสำนักงานจัดหางานดังกล่าวขึ้นมาเพื่อหลอกลวงให้ประชาชนหลงเชื่อมาติดต่อกับจำเลยแล้วจะได้หลอกเอาเงินค่าสมัครงานและค่าบริการต่าง ๆ จากประชาชน เช่นนี้ แสดงว่าจำเลยมิได้มีเจตนาจะจัดหางานให้แก่พวกผู้เสียหายแต่อย่างใด จำเลยเพียงแต่อ้างการจัดตั้งสำนักงานจัดหางานมาเป็นข้อหลอกลวงเพื่อให้ได้เงินค่าบริการจากผู้เสียหายเท่านั้น การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดฐานจัดหางานโดยมิได้รับอนุญาตตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ. 2511 แม้จำเลยให้การรับสารภาพก็ไม่อาจลงโทษจำเลยในความผิดฐานนี้ได้
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานจัดหางานโดยไม่ได้รับอนุญาตและฐานฉ้อโกงประชาชน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๔๑, ๓๔๓, ๙๑ พระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ. ๒๕๑๑ มาตรา ๗, ๒๗ ให้จำเลยคืนหรือใช้เงินที่ฉ้อโกงไป ๕,๘๐๐ บาทและยังไม่ได้คืนแก่ผู้เสียหายด้วย
จำเลยให้การรับสารภาพ
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดฐานฉ้อโกงประชาชนตามฟ้องจำคุก ๒ ปี และปรับ ๒,๕๐๐ บาท โทษจำคุกรอไว้มีกำหนด ๓ ปี ให้จำเลยคืนหรือใช้เงินที่ฉ้อโกงไป ๕,๘๐๐ บาท และยกฟ้องสำหรับความผิดฐานจัดหางานโดยไม่ได้รับอนุญาต
โจทก์อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน
โจทก์ฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหามาสู่ศาลฎีกาว่าตามฟ้องของโจทก์จำเลยได้กระทำความผิดฐานจัดหางานโดยไม่ได้รับอนุญาตอันเป็นความผิดต่อพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางานพ.ศ. ๒๕๑๑ ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าจำเลยจัดหางานโดยตั้งสำนักงานจัดหางานและโฆษณาชักชวนประชาชนให้มาสมัครทำงานที่สำนักงานของจำเลยในตำแหน่งต่าง ๆ โดยเรียกและรับเงินค่าบริการ แต่ในความผิดฐานฉ้อโกงประชาชน โจทก์บรรยายฟ้องและจำเลยให้การรับสารภาพ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยโดยทุจริตหลอกลวงประชาชนทั่วไปโดยได้ตั้งสำนักงานจัดหางานดังกล่าวขึ้น แล้วประกาศโฆษณาแก่ประชาชนทั่วไป รับสมัครคนหางานในตำแหน่งต่าง ๆ อันเป็นความเท็จ ความจริงแล้วจำเลยไม่ได้รับอนุญาตให้จัดหางานจำเลยไม่ประสงค์ที่จะจัดหางานดังกล่าวอย่างจริงจังและไม่มีงานที่จะให้คนมาสมัครงานทำดังที่ประกาศโฆษณาไว้แต่อย่างใด จำเลยเพียงแต่ตั้งสำนักงานจัดหางานดังกล่าวขึ้นมาเพื่อหลอกให้ประชาชนหลงเชื่อมาติดต่อกับจำเลยแล้วจะได้หลอกเอาเงินค่าสมัครงานและค่าบริการต่าง ๆ จากประชาชน เช่นนี้แสดงว่าจำเลยมิได้มีเจตนาจะจัดหางานให้แก่พวกผู้เสียหายแต่อย่างใด จำเลยเพียงแต่อ้างการจัดตั้งสำนักงานจัดหางานมาเป็นข้อหลอกลวงเพื่อให้ได้เงินค่าบริการจากผู้เสียหายเท่านั้น การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดฐานจัดหางานโดยมิได้รับอนุญาตตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางานพ.ศ. ๒๕๑๑ แม้จำเลยให้การรับสารภาพก็ไม่อาจลงโทษจำเลยในความผิดฐานนี้ได้
พิพากษายืน.
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1248/2531
พนักงานอัยการ กรมอัยการ โจทก์
นายปรีชา จักรวาลทรัพย์ จำเลย
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - พนักงานอัยการ กรมอัยการ · จำเลย - นายปรีชา จักรวาลทรัพย์ |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | อรรถวิทย์ วรรธนวินิจ · ธิรพันธุ์ รัศมิทัต · สมบูรณ์ ฤกษ์สำราญ |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลอาญา - นายชัชวาล บุนนาค · ศาลอุทธรณ์ - นายบุญส่ง วรรณกลาง |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา