คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1862-1863/2512
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การครอบครองที่ดินโดยสุจริตตามที่เข้าใจว่าชอบด้วยกฎหมาย แม้ภายหลังจะปรากฏว่าที่ดินนั้นเป็นที่สาธารณประโยชน์ ก็อาจทำให้ขาดเจตนาอันเป็นองค์ประกอบความผิดทางอาญาได้
ย่อคำพิพากษา
จำเลยได้ครอบครองที่พิพาทถึง 30 ปี ได้เสียภาษีบำรุงท้องที่และได้รับ น.ส.3 ต่อมาทางราชการได้รังวัดปักหลักเขตทำเลเลี้ยงสัตว์สาธารณะ จำเลยได้ฟ้องเจ้าพนักงานเป็นคดีแพ่ง เมื่อทำสัญญาประนีประนอมยอมความกัน จำเลยยอมรับว่าที่พิพาทเป็นที่สาธารณประโยชน์ และฝ่ายเจ้าพนักงานยินยอมให้จำเลยครอบครองที่พิพาทไปก่อน โดยจะดำเนินการให้ทางราชการถอนสภาพที่พิพาทนั้น เปิดโอกาสให้จำเลยจับจองครอบครองที่พิพาท แม้จะยังมิได้มีพระราชกฤษฎีกาให้เพิกถอนที่ดินดังกล่าวก็ตาม ก็เป็นพฤติการณ์ที่ทำให้จำเลยเข้าใจโดยสุจริตว่าจำเลยเข้าครอบครองโดยชอบ หาได้จงใจฝ่าฝืนกฎหมายไม่ จึงขาดเจตนาอันเป็นองค์ประกอบความผิดทางอาญา จำเลยไม่มีความผิด (อ้างฎีกาที่ 1462/2507)
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
ประมวลกฎหมายที่ดิน ม.9 ประมวลกฎหมายที่ดิน ม.108 ประมวลกฎหมายอาญา ม.59 พระราชกฤษฎีกากำหนดไม้หวงห้าม พ.ศ.2504 ม.3 พระราชกฤษฎีกากำหนดไม้หวงห้าม พ.ศ.2504 ม.4 พระราชบัญญัติป่าไม้ (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2503 ม.11 พระราชบัญญัติป่าไม้ (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2503 ม.16 พระราชบัญญัติป่าไม้ (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2503 ม.17 พระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 ม.4 พระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 ม.6 พระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 ม.7 พระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 ม.11 พระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 ม.54 พระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 ม.55 พระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 ม.72 พระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 ม.73 คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
คดีสองสำนวนนี้พิจารณาพิพากษารวมกัน
โจทก์ฟ้องและขอแก้ฟ้องว่า จำเลยทั้งสองสำนวนได้กระทำผิดกฎหมาย เข้ายึดถือครอบครองแผ้วถางทำลายป่าและตัดฟันไม้หวงห้ามในส่วนหนึ่งของป่าโคกหนองพลวงซึ่งเป็นทำเลเลี้ยงสัตว์ ทางราชการประกาศเป็นทำเลเลี้ยงสัตว์สาธาณสมบัติของแผ่นดินมาตั้งแต่ปี ๒๔๖๗ ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. ๒๔๘๔ มาตรา ๔,๖,๗,๑๑,๕๔,๕๕,๗๒,๗๓; (ฉบับที่ ๔) พ.ศ. ๒๕๐๓ มาตรา ๑๑,๑๖,๑๗ พระราชกฤษฎีกากำหนดไม้หวงห้าม พ.ศ. ๒๕๐๔ มาตรา ๓,๔ ประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา ๙,๑๐๘ บังคับให้จำเลยออกจากป่าที่แผ้วถางและครอบครอง นับโทษจำเลยทั้งสองสำนวนติดต่อกัน และต่อจากคดีอาญาแดงที่ ๑๑๘๘/๒๕๐๙ ของศาลชั้นต้นเดียวกัน
จำเลยทั้งสองสำนวนให้การปฏิเสธ
ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว ฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยแผ้วถางป่าตัดฟันไม้หวงห้ามดังฟ้อง ในที่ดินที่จำเลยมีสิทธิครอบครองและได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ ทั้งโจทก์นำสืบไม่ได้ว่าจำเลยเข้าครอบครองภายหลังที่ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พิพากษาให้ยกฟ้องทั้งสองสำนวน
โจทก์อุทธรณ์ขอให้ลงโทษตามฟ้องทั้งสองสำนวน
ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า จำเลยได้แผ้วถางป่า ตัดฟันไม้หวงห้ามประเภท ก. ชนิดและจำนวนดังฟ้อง แต่เนื้อที่ที่จำเลยแผ้วถางครอบครองเพียง ๗ ไร่๒ งานเท่านั้น สภาพที่ดินดังกล่าวเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ราษฎรใช้ประโยชน์ร่วมกัน การถอนสภาพให้กระทำโดยพระราชกฤษฎีกาตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา ๘ ซึ่งจนปัจจุบันก็ยังมิได้มีการเพิกถอน จำเลยอ้างสิทธิครอบครองตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ ล.๑ ที่เจ้าพนักงานออกให้ ก็ยังเป็นความผิดทั้งสองสำนวน พิพากษากลับ ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. ๒๔๘๔ มาตรา ๑๑,๕๔,๗๒,๗๓ แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ๔) พ.ศ. ๒๕๐๓ มาตรา ๑๑,๑๖,๑๗ ประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา ๙,๑๐๘ อันเป็นการกระทำผิดตามตามกฎหมายหลายบทตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๐ ลงโทษจำเลยทั้งสองสำนวนตามพระราชบัญญัติป่าไม้ (ฉบับที่ ๔) พ.ศ. ๒๕๐๓ มาตรา ๑๗ ซึ่งเป็นบทหนัก ให้จำคุกจำเลยสำนวนละ ๖ เดือน โดยไม่นับโทษติดต่อกัน แต่ให้รอการลงโทษทั้งสองสำนวนไว้ภายในกำหนด ๓ ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๕๖ บังคับให้จำเลยทั้งสองสำนวนออกจากป่าที่แผ้วถางและครอบครอง
จำเลยทั้งสองสำนวนฎีกา
ศาลฎีกาเห็นว่า จำเลยแผ้วถางป่ากับตัดฟันไม้หวงห้ามในที่เกิดเหตุซึ่งเป็นที่สาธารณประโยชน์ทำเลเลี้ยงสัตว์จริง แต่ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยได้ครอบครองที่พิพาทมาช้านานถึง ๓๐ ปี ได้เสียภาษีบำรุงท้องที่ตามเอกสารใบเสร็จที่ส่งศาลได้รับ น.ส.๓ เอกสาร ล. เมื่อปี ๒๕๐๕ ก่อนที่ทางราชการออกไปรังวัดปักหลักเขตทำเลเลี้ยงสัตว์สาธารณะเมื่อปี ๒๕๐๗ จำเลยก็โต้แย้ง ถึงฟ้องพวกเจ้าพนักงานเป็นคดีแพ่ง เมื่อทำสัญญาประนีประนอมยอมความในคดีที่อ้างถึงมีความว่า จำเลยยอมรับว่าที่ดินนั้นเป็นส่วนหนึ่งของเป็นที่สาธารณประโยชน์ ฝ่ายเจ้าพนักงานยินยอมให้จำเลยครอบครองที่ดินตามเอกสาร ล. ๑ ไปก่อน โดยจะดำเนินการให้ทางราชการถอนสภาพที่ดินนั้น เปิดโอกาสให้จำเลยจับจองครอบครองที่ดินตามเอกสาร ล.๑ แม้จะยังมิได้มีพระราชกฤษฎีกาให้เพิกถอนที่ดินดังกล่าวก็ตาม เป็นพฤติการณ์ที่ทำให้จำเลยเข้าใจโดยสุจริตว่า จำเลยเข้าครอบครองโดยชอบ หาได้จงใจฝ่าฝืนกฎหมายไม่ ขาดเจตนาอันเป็นองค์ประกอบความผิดทางอาญา จำเลยไม่มีความผิดตามฟ้อง ดังนัยคำพิพากษาฎีกาที่ ๑๔๖๒/๒๕๐๙
พิพากษากลับ ให้บังคับตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นในผลที่ให้ยกฟ้อง
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1862 - 1863/2512
พนักงานอัยการจังหวัดสุรินทร์ โจทก์
นายนวล หรือน้อย กระแสร์เทพ จำเลย
พนักงานอัยการจังหวัดสุรินทร์ โจทก์
นายนวล หรือน้อย กระแสร์เทพ จำเลย
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - พนักงานอัยการจังหวัดสุรินทร์ · จำเลย - นายนวล หรือน้อย กระแสร์เทพ · โจทก์ - พนักงานอัยการจังหวัดสุรินทร์ · จำเลย - นายนวล หรือน้อย กระแสร์เทพ |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | สุธี โรจนธรรม · ไฉน บุญยก · วิริยะ เกิดศิริ |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลจังหวัดสุรินทร์ - นายเลียบ ภิญญะวรรณ · ศาลอุทธรณ์ - นายวิทูร เทพพิทักษ์ |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา