⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1900/2531

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1900/2531

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การแบ่งทรัพย์สินระหว่างสามีภริยาตามกฎหมาย แม้จะยังมิได้จดทะเบียนการได้มา ก็ต้องฟังพยานหลักฐานของทั้งสองฝ่ายให้สิ้นกระแสความก่อนวินิจฉัยชี้ขาด

ย่อคำพิพากษา

ผู้ร้องอ้างว่าที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างที่โจทก์นำยึดเดิมเป็นสินสมรสของจำเลยกับผู้ร้อง ต่อมาจำเลยกับผู้ร้องตกลงหย่าขาดจากกันและทำบันทึกยกที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่ผู้ร้อง แต่ยังมิได้จดทะเบียนเปลี่ยนชื่อเป็นของผู้ร้อง เช่นนี้หากฟังได้ดังที่ผู้ร้องอ้าง กรณีก็มิใช่เป็นการยกให้โดยเสน่หา แต่เป็นการแบ่งทรัพย์สินกันระหว่างสามีภริยาตาม ป.พ.พ. มาตรา 1532 แม้ยังมิได้จดทะเบียนการได้มาก็ต้องฟังพยานทั้งสองฝ่ายให้สิ้นกระแสความ การที่ศาลงดสืบพยานผู้ร้องและพิพากษาให้ผู้ร้องเป็นฝ่ายแพ้คดีนั้นย่อมเป็นการไม่ชอบ

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.85 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.86 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.104 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.288 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.525 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1299 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1532

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องให้จำเลยชำระหนี้เงินกู้ยืม ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์โดยผ่อนชำระมีกำหนด ๑๘ เดือน ผิดนัดงวดใดให้บังคับคดีได้ทั้งหมด จำเลยผิดนัดไม่ชำระหนี้ดังกล่าว โจทก์ขอให้บังคับคดีและนำยึดที่ดินโฉนดเลขที่ ๖๔๔๑๓ พร้อมบ้านซึ่งปลูกอยู่บนที่ดินดังกล่าว ผู้ร้องยื่นคำร้องว่าที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างที่โจทก์นำยึดอ้างว่าเป็นของจำเลยนั้น เป็นของผู้ร้องโดยจำเลยและผู้ร้องเป็นสามีภริยากัน ระหว่างสมรสได้ร่วมกันซื้อที่ดินและสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวจึงเป็นสินสมรส ต่อมาจำเลยและผู้ร้องตกลงหย่าขาดจากกันและทำบันทึกยกที่ดินและสิ่งปลูกสร้างให้แก่ผู้ร้อง ผู้ร้องจึงเป็นเจ้าของที่ดินและสิ่งปลูกสร้างแต่เพียงผู้เดียว แต่จำเลยและผู้ร้องได้นำที่ดินและสิ่งปลูกสร้างไปจำนองเป็นประกันหนี้ธนาคารอาคารสงเคราะห์และชำระหนี้ยังไม่ครบจึงไม่สามารถจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ให้ผู้ร้องถือกรรมสิทธิ์ในโฉนดแต่ผู้เดียวได้ขอให้ปล่อยทรัพย์ที่ยึด โจทก์ให้การว่า ผู้ร้องไม่ใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ขอให้ยกคำร้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกคำร้อง ให้ผู้ร้องใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความให้ ๓,๐๐๐ บาท ให้เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการบังคับคดีต่อไป ผู้ร้องอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ผู้ร้องฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปรากฏว่าพยานผู้ร้องคือตัวผู้ร้องเองเบิกความว่า เดิมจำเลยกับผู้ร้องเป็นสามีภริยากันโดยชอบด้วยกฎหมายระหว่างสมรสได้ร่วมกันซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ ๖๔๔๑๓ ที่พิพาทพร้อมบ้าน ๑ หลังบนที่ดินนี้มาจากบริษัทกรุงเทพเคหะพัฒนา จำกัด แต่ใส่ชื่อจำเลยไว้เพียงผู้เดียวเป็นผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างนี้จึงเป็นสินสมรส ต่อมาวันที่ ๒๓ เมษายน ๒๕๒๔ ผู้ร้องกับจำเลยตกลงหย่าขาดจากกัน ในการจดทะเบียนหย่า ผู้ร้องกับจำเลยตกลงแบ่งสินสมรสกัน โดยจำเลยยอมยกที่ดินและสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวให้แก่ผู้ร้อง ส่วนจำเลยได้เงินสดและเอกสารหลักฐานเกี่ยวกับสัญญาการกู้เงินไป แต่ไม่สามารถไปจดทะเบียนโอนใส่ชื่อผู้ร้องในโฉนดได้ เพราะได้นำโฉนดไปจำนองไว้กับธนาคารอาคารสงเคราะห์ ที่ดินและบ้านที่เจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดมาไว้ในคดีนี้เป็นของผู้ร้อง ไม่ใช่ของจำเลย พิเคราะห์แล้ว ผู้ร้องฎีกาว่า การที่จำเลยมีชื่อถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินจะถือได้หรือไม่ว่าที่ดินยังเป็นของจำเลยอยู่ เพราะข้อสันนิษฐานตามกฎหมายว่าผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ตามโฉนดที่ดินถือว่าเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินนั้น เป็นเพียงข้อสันนิษฐานไม่เด็ดขาด อาจนำสืบหักล้างได้ จึงควรให้ผู้ร้องนำสืบว่ามีการจดทะเบียนหย่ากันจริงและแบ่งทรัพย์สินดังกล่าวกันจริงโดยสุจริต การที่ศาลชั้นต้นด่วนมีคำสั่งงดสืบพยานของทั้งสองฝ่ายย่อมเป็นการไม่ชอบ จึงขอฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่เห็นพ้องกับคำสั่งศาลชั้นต้น นั้น เห็นว่า หากข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยกับผู้ร้องหย่ากันและแบ่งทรัพย์สินกันจริงโดยสุจริตดังผู้ร้องอ้าง กรณีก็มิใช่เป็นการยกให้โดยเสน่หา แต่เป็นการแบ่งทรัพย์สินกันระหว่างสามีภริยาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๕๓๒ และแม้จะยังมิได้จดทะเบียนการได้มาซึ่งที่ดินแปลงนี้ก็ตาม ก็สมควรฟังพยานทั้งสองฝ่ายให้สิ้นกระแสความเสียก่อน ที่ศาลล่างทั้งสองงดสืบพยานและพิพากษาให้ผู้ร้องเป็นฝ่ายแพ้คดีนั้นศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ร้องฟังขึ้น พิพากษายกคำพิพากษาศาลล่างทั้งสอง ให้ศาลชั้นต้นดำเนินการพิจารณาและพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ทั้งสามศาลให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1900/2531 นายจุฑา สุขสบาย โจทก์ นายทองคำ บุญมาก จำเลย นางสำราญ บุญมาก หรือชาติพราหมณ์ ผู้ร้อง

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นายจุฑา สุขสบาย · จำเลย - นายทองคำ บุญมาก · ผู้ร้อง - นางสำราญ บุญมาก หรือชาติพราหมณ์
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ธีรศักดิ์ กรรณสูต · บุญส่ง คล้ายแก้ว · ถวิล ทองสว่างรัตน์
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลแพ่ง - นายทองเลื่อน พูลพิพัฒน์ · ศาลอุทธรณ์ - นายบุญสิน ตุลากัน
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 770/2535ฎีกา 7677/2557ฎีกา 4359/2540ฎีกา 231/2482ฎีกา 3007/2525ฎีกา 1195/2535ฎีกา 2026/2494ฎีกา 62/2539ฎีกา 377/2536ฎีกา 1492/2510ฎีกา 5640/2541ฎีกา 70/2518ฎีกา 3005/2541ฎีกา 635/2511ฎีกา 1561-1562/2518ฎีกา 1166/2491ฎีกา 1657/2503ฎีกา 805/2506ฎีกา 3790-3792/2540ฎีกา 1008/2510ฎีกา 960/2485ฎีกา 6663/2538ฎีกา 9326-9327/2544ฎีกา 367/2495
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา