⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1930/2531

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1930/2531

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การกระทำความผิดต่อกฎหมายหลายบทหลายมาตราที่เกิดจากการกระทำอันเดียวกัน เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท

ย่อคำพิพากษา

จำเลยหลอกลวงผู้เสียหาย 7 คนในคราวเดียวกัน แม้ผู้เสียหายแต่ละคนจะมอบเงินให้แก่จำเลยคนละคราวกันก็เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายบทเดียว ไม่ใช่เป็นการกระทำความผิดหลายกรรม

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายอาญา ม.90 ประมวลกฎหมายอาญา ม.91 ประมวลกฎหมายอาญา ม.343

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๓, ๓๔๑, ๓๔๓ พระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ. ๒๕๑๑ มาตรา ๗, ๒๗ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนเงินจำนวน ๑๕๒,๐๐๐ บาท แก่ผู้เสียหายและให้นับโทษของจำเลยที่ ๒ ในคดีนี้ต่อจากโทษของจำเลยในคดีหมายเลขดำที่ ๑๑๖๐๖/๒๕๒๖ หมายเลขแดงที่ ๒๗๕๘๗/๒๕๒๗ ของศาลชั้นต้น จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ แต่จำเลยที่ ๒ รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ ๑๑๖๐๖/๒๕๒๖ ของศาลชั้นต้นจริง ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาว่าจำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๔๓, ๘๓ พระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ. ๒๕๑๑ มาตรา ๗ ซึ่งเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้เรียงกระทงลงโทษ ความผิดฐานฉ้อโกงประชาชน ๗ กระทง ปรับจำเลยที่๑ กระทงละ ๒,๐๐๐ บาท รวมเป็นเงิน ๑๔,๐๐๐ บาท จำคุกจำเลยที่ ๒กระทงละ ๑ ปี รวมเป็นโทษจำคุก ๗ ปี ความผิดฐานจัดหางานโดยเรียกหรือรับค่าบริการโดยมิได้รับอนุญาต ปรับจำเลยที่ ๑ เป็นเงิน ๑,๐๐๐ บาท จำคุกจำเลยที่ ๒ มีกำหนด ๑ เดือน รวมโทษปรับจำเลยที่ ๑ เป็นเงิน ๑๕,๐๐๐ บาทและจำคุกจำเลยที่ ๒ มีกำหนด ๗ ปี ๑เดือน คำเบิกความของจำเลยทั้งสองเป็นประโยชน์ต่อการพิจารณาอยู่บ้างมีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้ ๑ ใน ๕ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๗๘ คงปรับจำเลยที่ ๑ เป็นเงิน ๑๒,๐๐๐ บาท จำคุกจำเลยที่ ๒ มีกำหนด ๕ ปี ๘ เดือน นับโทษของจำเลยที่ ๒ ต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ๒๗๕๘๗/๒๕๒๗ ของศาลชั้นต้นให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนเงิน ๑๔๒,๐๐๐ บาทแก่ผู้เสียหาย จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิจารณาแล้วพิพากษาแก้เป็นว่า สำหรับความผิดฐานฉ้อโกงประชาชนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๔๓ นั้นให้ลงโทษจำเลยทั้งสองกระทงเดียว เมื่อรวมกับโทษฐานจัดหางานโดยเรียกหรือรับค่าบริการโดยมิได้รับอนุญาตแล้ว เป็นโทษปรับจำเลยที่ ๑เป็นเงิน ๓,๐๐๐ บาท จำคุกจำเลยที่ ๒ มีกำหนด ๑ ปี ๑ เดือน ลดโทษให้หนึ่งในห้าตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้ว คงลงโทษปรับจำเลยที่ ๑ เป็นเงิน ๒,๔๐๐ บาท จำคุกจำเลยที่ ๒ มีกำหนด ๑๐ เดือน ๑๒ วัน นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ฎีกาให้ลงโทษจำเลย ๗ กระทง ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นลงโทษจำคุกจำเลยแต่ละกระทงไม่เกิน ๑ ปี และปรับไม่เกิน ๑๐,๐๐๐ บาท แม้ศาลอุทธรณ์จะพิพากษาแก้ว่า ความผิดของจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๔๓ เป็นความผิดกระทงเดียว แต่ก็ยังคงลงโทษจำคุกจำเลยไม่เกิน ๑ ปี และปรับไม่เกิน ๑๐,๐๐๐ บาท จึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง โจทก์ฎีกาได้เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายและในการวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมาย ศาลฎีกาจะต้องฟังข้อเท็จจริงตามที่ศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยมาแล้วจากพยานหลักฐานในสำนวน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒๒๒ โจทก์ฎีกามาทั้งปัญหาข้อเท็จจริงและปัญหาข้อกฎหมาย ศาลฎีกาคงรับวินิจฉัยให้เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยฟังข้อเท็จจริงตามที่ศาลอุทธรณ์ฟังมาว่าจำเลยที่ ๒ พูดจาหลอกลวงผู้เสียหายทั้ง ๗ คน พร้อมกันในคราวเดียวกัน เพียงแต่ผู้เสียหายแต่ละคนนำเงินไปให้จำเลยคนละคราวกัน ศาลอุทธรณ์จึงเห็นว่า จำเลยกระทำความผิดกรรมเดียว โจทก์ฎีกาว่า ความผิดฐานฉ้อโกงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๔๑ ซึ่งเป็นหลักของมาตรา ๓๔๓ มีองค์ประกอบของความผิดว่า โดยการหลอกลวงดังว่านั้น เป็นเหตุให้ได้ไปซึ่งทรัพย์สินจากผู้ถูกหลอกลวง ความผิดตามกฎหมายดังกล่าวจะสำเร็จได้ต่อเมื่อผู้ถูกหลอกลวงส่งมอบทรัพย์ให้จำเลย ซึ่งการรับเงินต่างๆ ของผู้เสียหายทั้ง ๗ คน ในคดีนี้ต่างวันเวลากัน จึงเป็นคนละกรรมต่างกัน ศาลฎีกาเห็นว่าองค์ประกอบของความผิดฐานฉ้อโกงหรือฉ้อโกงประชาชน เริ่มต้นด้วยการหลอกลวงด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้ง ส่วนการที่ผู้ถูกหลอกลวงหลงเชื่อ นำทรัพย์สินมาให้ หรือยอมทำ ถอน หรือทำลายเอกสารสิทธิเป็นผลที่ตามมาจากการที่ถูกหลอกลวง ความสำคัญของการกระทำผิดจึงอยู่ที่การหลอกลวงเมื่อจำเลยที่ ๒ หลอกลวงผู้เสียหายทั้ง ๗ คน พร้อมกันในคราวเดียว แม้ผู้เสียหายแต่ละคนจะมอบเงินให้แก่จำเลยทั้งสองคนละคราวกัน ก็ย่อมเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายบทเดียว หาใช่เป็นการกระทำความผิดหลายกรรมต่างกันดังโจทก์ฎีกาไม่ที่ศาลอุทธรณ์เห็นว่าเป็นการกระทำครั้งเดียว ผิดกรรมเดียว จึงชอบแล้ว แต่ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาปรับบทลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๔๓ โดยไม่ระบุวรรคใดนั้น เห็นสมควรระบุเสียให้ถูกต้อง พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๓๔๓ วรรคแรก นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1930/2531 พนักงานอัยการ กรมอัยการ โจทก์ ห้างหุ้นส่วนจำกัด สมิทธิพาร์ทสแอนด์สัพพลายส์ กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการ กรมอัยการ · จำเลย - ห้างหุ้นส่วนจำกัด สมิทธิพาร์ทสแอนด์สัพพลายส์ กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ไมตรี กลั่นนุรักษ์ · วิฑูรย์ ตั้งตรงจิตต์ · ประวิทย์ ขัมภรัตน์
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลอาญา - นายดำรุพงศ์ อิศรางกูร ณ อยุธยา · ศาลอุทธรณ์ - นายตัน เวทไว
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 7570/2541ฎีกา 3345/2535ฎีกา 7722/2544ฎีกา 2165/2531ฎีกา 4180/2548ฎีกา 5305/2539ฎีกา 1268/2515ฎีกา 1699/2525ฎีกา 1715/2545ฎีกา 6355/2544ฎีกา 1875/2547ฎีกา 633/2540ฎีกา 3911/2568ฎีกา 7281/2537ฎีกา 1666/2521ฎีกา 8297/2540ฎีกา 2766/2546ฎีกา 8833/2554ฎีกา 3864/2546ฎีกา 2664/2520ฎีกา 3310/2541ฎีกา 34/2521ฎีกา 9083/2544ฎีกา 15230/2555
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา