⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 2049/2531

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2049/2531

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การที่เจ้าพนักงานให้ถ้อยคำเกี่ยวกับที่ดินสาธารณสมบัติของแผ่นดินเกินกว่าหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย อาจไม่เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 หากข้อเท็จจริงปรากฏว่าที่ดินนั้นมิใช่ที่สาธารณสมบัติของแผ่นดิน

ย่อคำพิพากษา

จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าพนักงาน มีหน้าที่ระวังแนวเขตสาธารณสมบัติของแผ่นดินซึ่งใช้เพื่อสาธารณประโยชน์หรือสงวนไว้เพื่อประโยชน์ร่วมกัน จำเลยที่ 1 ได้รับมอบหมายให้ไประวังแนวเขตที่พิพาทเมื่อได้ความว่าที่พิพาทไม่ได้เป็นที่สาธารณประโยชน์หรือทางราชการสงวนไว้เพื่อประโยชน์ร่วมกัน ดังนี้การที่จำเลยที่ 1ให้ถ้อยคำถึงที่พิพาทจึงไม่เกี่ยวและเกินไปจากหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายจำเลยที่ 1 ไม่มีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 157.(ที่มา-ส่งเสริมฯ)

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายอาญา ม.157

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา83, 91, 137, 157, 264, 265, 268 พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฏหมายอาญา (ฉบับที่ 6) พ.ศ.2526 มาตรา 4 จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่าจำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 265 จำคุก 2 ปี จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 265, 268 และ 137 สำหรับความผิดตามมาตรา 265, 268 ต้องลงโทษตามมาตรา 268 แต่ความผิดตามมาตรา 268 กับมาตรา137 เป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทจึงให้ลงโทษตามมาตรา 268 ซึ่งเป็นบทกฎหมายที่มีโทษหนักที่สุดจำคุก 3 ปี นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์และจำเลยทั้งสองฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า 'ปัญหาต่อไปมีว่าจำเลยที่ 1 กระทำผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 หรือไม่ ปรากฏว่าศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์ในความผิดกระทงนี้โดยอาศัยข้อเท็จจริง ศาลฎีกาต้องฟังข้อเท็จจริงตามที่ศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยมาแล้วจากพยานหลักฐานในสำนวน กล่าวคือข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 เป็นนายกเทศมนตรีเมืองพิจิตร ได้รับมอบหมายจากนายอำเภอเมืองพิจิตรให้เป็นผู้ไประวังแนวเขตที่ดินพิพาทซึ่งอยู่ในเขตเทศบาลเมืองพิจิตร จำเลยที่ 1 จึงเป็นเจ้าพนักงานตามกฎหมาย มีหน้าที่ระวังแนวเขตสาธารณสมบัติของแผ่นดินซึ่งใช้เพื่อสาธารณประโยชน์หรือสงวนไว้เพื่อประโยชน์ร่วมกัน ได้ความว่าที่ดินแปลงพิพาทไม่ได้เป็นที่สาธารณประโยชน์หรือทางราชการสงวนไว้เพื่อประโยชน์ร่วมกันอยู่นอกเขตบึงสีไฟที่คณะกรรมการอำเภอได้นำชี้ไว้ การที่จำเลยที่ 1 ให้ถ้อยคำต่อนายสมนึกเจ้าหน้าที่ผู้ทำการรังวัดและนายอำเภอว่านายสอาดแบ่งขายที่ดินให้จำเลยที่ 2 เมื่อประมาณ 18 ปีที่แล้ว โดยจำเลยที่ 2 เข้าครอบครองทำประโยชน์ติดต่อกันเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน รายละเอียดปรากฏตามบันทึกถ้อยคำผู้ปกครองท้องที่เอกสารหมาย จ.6 จึงเป็นการให้ถ้อยคำที่ไม่เกี่ยวและเกินไปจากหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายจำเลยที่ 1 ไม่มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 ตามที่โจทก์ฟ้อง ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น ส่วนฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังขึ้น' พิพากษาแก้เป็นว่าให้ยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 1 ในฐานความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 265 และยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 2 ในฐานความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 265, 268 และมาตรา 137 นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2049/2531 พนักงานอัยการ จังหวัด พิจิตร โจทก์ นาย ชนะ ศรีสุ เทพ กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการ จังหวัด พิจิตร · จำเลย - นาย ชนะ ศรีสุ เทพ กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)เจริญ นิลเอสงฆ์ · สมศักดิ์ เกิดลาภผล · ปิ่นทิพย์ สุจริตกุล
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 4789/2565ฎีกา 975/2531ฎีกา 2014-2015/2539ฎีกา 5973/2537ฎีกา 955/2512ฎีกา 2907/2526ฎีกา 1491/2537ฎีกา 313/2526ฎีกา 198/2564ฎีกา 605/2511ฎีกา 2719/2528ฎีกา 3215/2538ฎีกา 1680/2532ฎีกา 4076/2534ฎีกา 7281/2537ฎีกา 852/2538ฎีกา 4392/2531ฎีกา 1337/2538ฎีกา 5138/2537ฎีกา 13537/2553ฎีกา 1575/2518ฎีกา 2747/2529ฎีกา 4649/2533ฎีกา 858/2523
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา