⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 2170/2531

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2170/2531

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
หากผู้มีอำนาจชี้ขาดไม่ชี้ขาดคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่ภายในเวลาอันสมควร ผู้รับประเมินมีสิทธิฟ้องต่อศาลเพื่อเรียกเงินค่าภาษีคืนได้โดยไม่ต้องรอคำชี้ขาด

ย่อคำพิพากษา

กรณีที่ผู้มีอำนาจชี้ขาดคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่ตามที่ระบุไว้ในพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พุทธศักราช 2475 มาตรา 31 ไม่ให้คำชี้ขาดคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่ภายในเวลาอันสมควร ผู้รับประเมินมีความชอบธรรมที่จะนำคดีมาฟ้องต่อศาลเพื่อเรียกเงินค่าภาษีซึ่งผู้รับประเมินถือว่าไม่ควรต้องเสียคืนได้ โดยไม่จำต้องรอให้มีคำชี้ขาดก่อน โจทก์นำคดีมาฟ้องภายหลังที่ยื่นคำร้องต่อผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครจำเลยที่ 2 เพื่อขอให้พิจารณาการประเมินนั้นใหม่เป็นเวลาเพียง 3 เดือนเศษนับแต่วันยื่นคำร้อง ยังถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ 2 ไม่ให้คำชี้ขาดภายในเวลาอันสมควรโจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.55 พระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 ม.31

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้ศาลพิพากษาเพิกถอนการประเมินภาษีโรงเรือนของจำเลยที่ ๓ แล้วให้จำเลยทั้งสามร่วมกันคืนเงินพร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับจากก่อนวันฟ้อง ๑ เดือน จนกว่าจำเลยทั้งสามจะชำระเงินให้โจทก์เสร็จ จำเลยทั้งสามให้การว่า โจทก์ใช้โรงเรือนพิพาทตามฟ้องเป็นสถานที่ประกอบกิจการค้าตามวัตถุประสงค์ของโจทก์ แม้จะมิได้ใช้เป็นที่เก็บสินค้าหรือประกอบอุตสาหกรรมก็มิใช่เหตุผลในอันที่จะได้รับยกเว้นไม่ต้องเสียภาษีโรงเรือนแต่ประการใด กรณีจึงมิใช่เป็นการใช้โรงเรือนเพื่ออยู่เอง หรือให้ผู้แทนอยู่เฝ้ารักษาอันจะได้รับยกเว้นไม่ต้องเสียภาษีโรงเรือนตามมาตรา ๑๐ แห่งพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดินพุทธศักราช ๒๔๗๕ ที่แก้ไขแล้ว การประเมินภาษีของจำเลยที่ ๓จึงชอบด้วยกฎหมาย ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ววินิจฉัยว่า ตามพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พุทธศักราช ๒๔๗๕ มาตรา ๓๑ เมื่อผู้รับประเมินไม่พอใจคำชี้ขาดของผู้มีอำนาจที่มาตรานั้นกำหนดไว้ ผู้รับประเมินจะนำคดีขึ้นสู่ศาลเพื่อแสดงให้ศาลเห็นว่าการประเมินไม่ถูกต้องก็ได้ แต่ต้องทำภายในสามสิบวันนับแต่วันรับแจ้งความให้ทราบคำชี้ขาด คดีนี้โจทก์ยื่นคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่เมื่อวันที่ ๑๖ ตุลาคม ๒๕๒๗ แล้วนำคดีมาฟ้องต่อศาลเมื่อวันที่ ๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๒๘ ก่อนที่จะมีคำชี้ขาดคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่ของโจทก์ เมื่อวันที่ ๒๑ มีนาคม ๒๕๒๘ เป็นการนำคดีมาฟ้องผิดขั้นตอนที่กฎหมายบัญญัติ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง พิพากษายกฟ้องโจทก์ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า กฎหมายบัญญัติขั้นตอนของการที่จะนำคดีไปสู่ศาลไว้เป็นลำดับ กล่าวคือ เมื่อผู้รับประเมินไม่พอใจการประเมินของพนักงานเจ้าหน้าที่ก็ต้องยื่นคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่ และเมื่อได้รับแจ้งความให้ทราบคำชี้ขาดแล้วยังไม่พอใจอีกจึงจะนำคดีไปสู่ศาลเพื่อแสดงให้เห็นว่าการประเมินนั้นไม่ถูกได้ ที่โจทก์อ้างว่าจำเลยที่ ๒ มิได้พิจารณาและมีคำชี้ขาดคำร้องภายในเวลาอันสมควรนั้น ปรากฏว่าโจทก์ยื่นคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่เมื่อวันที่ ๑๖ ตุลาคม ๒๕๒๗ แล้วนำคดีมาฟ้องเมื่อวันที่๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๒๘ เป็นระยะเวลาเพียงสามเดือนเศษ นับแต่วันที่ยื่นคำร้อง ทั้งต่อมาจำเลยที่ ๒ ก็มีคำชี้ขาดแล้วเมื่อวันที่ ๒๑ มีนาคม ๒๕๒๘ ดังนี้จะถือว่าจำเลยที่ ๒ มิได้ชี้ขาดภายในเวลาอันสมควรหาได้ไม่ ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องชอบแล้ว พิพากษายืน โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ตามพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พุทธศักราช ๒๔๗๕ มาตรา ๓๑ ผู้รับประเมินจะนำคดีไปสู่ศาลเพื่อแสดงให้ศาลเห็นว่าการประเมินไม่ถูกก็ได้ แต่ต้องทำภายในสามสิบวันนับแต่วันรับแจ้งความให้ทราบคำชี้ขาดของผู้มีอำนาจที่มาตรานี้ระบุไว้ แต่ถ้าผู้มีอำนาจในมาตรานี้ไม่ให้คำชี้ขาดภายในเวลาอันสมควร ไม่มีบทมาตราใดบังคับให้ผู้รับประเมินปฏิบัติอย่างไรเมื่อพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พุทธศักราช ๒๔๗๕ ไม่ได้บังคับในเรื่องเช่นนี้ไว้ และไม่มีบทกฎหมายอื่นใดห้ามมิให้ผู้รับประเมินนำคดีมาฟ้องศาลเพื่อขอเรียกเงินคืน ประกอบทั้งพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พุทธศักราช ๒๔๗๕ ก็มีความมุ่งหมายให้ผู้เสียเงินภาษีไปโดยไม่ถูกต้องฟ้องเรีียกเงินคืนได้ กรณีที่ผู้มีอำนาจตามที่ระบุไว้ในมาตรา ๓๑ ไม่ให้คำชี้ขาดภายในเวลาอันสมควรผู้รับประเมินจึงมีความชอบธรรมที่จะนำคดีมาฟ้องต่อศาลเพื่อเรียกเงินค่าภาษีซึ่งผู้รับประเมินถือว่าไม่ควรต้องเสียคืนได้อีกกรณีหนึ่งด้วย เพราะไม่เช่นนั้นหากผู้มีอำนาจที่กล่าวไม่ยอมให้คำชี้ขาด ผู้รับประเมินไม่มีโอกาสที่จะได้เงินที่ไม่ควรต้องเสียคืนได้เลย รูปคดีเช่นนี้ศาลฎีกาได้พิพากษาไว้เป็นแบบอย่างแล้วตามคำพิพากษาฎีกาที่ ๑๕๕๐/๒๔๘๒ ระหว่าง บริษัทแม่น้ำมอเตอร์โบ๊ต จำกัด โจทก์ กรมสรรพากร จำเลย กรณีตามฟ้องจึงมีปัญหาว่า จำเลยที่ ๒ ซึ่งมีอำนาจชี้ขาดคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่ของโจทก์ ไม่ให้คำชี้ขาดในเวลาอันสมควรหรือไม่ ศาลฎีกาเห็นว่าตามข้อเท็จจริงที่ได้ความ โจทก์นำคดีมาฟ้องภายหลังที่ยื่นคำร้องต่อจำเลยที่ ๒ เพื่อขอให้พิจารณาการประเมินนั้นใหม่ เป็นเวลาเพียง ๓ เดือนเศษ คดีไม่ได้ความว่า คำร้องที่ยื่นต่อจำเลยที่ ๒ เพื่อขอให้พิจารณาการประเมินนั้นใหม่ มีเฉพาะแต่ของโจทก์เพียงเรื่องเดียวและจำเลยที่ ๒ มีหน้าที่เฉพาะเพียงการนี้เท่านั้น ทั้งเมื่อได้รับคำร้องดังกล่าวแล้วพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พุทธศักราช ๒๔๗๕ มาตรา๒๘, ๒๙ ให้อำนาจจำเลยที่ ๒ ออกหมายเรียกผู้ร้องมาซักถาม ให้นำพยานหลักฐานมาสนับสนุนคำร้องของตนซึ่งต้องให้เวลาล่วงหน้าอีก เห็นได้ว่าการชี้ขาดคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินนั้นใหม่ของจำเลยที่ ๒ เป็นเรื่องต้องใช้เวลา ซึ่งเมื่อพิเคราะห์ถึงข้อเท็จจริงต่าง ๆ ที่กล่าว ประกอบเข้าด้วยกันแล้ว ศาลฎีกาเห็นว่าการที่จำเลยที่ ๒ ไม่ชี้ขาดคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินนั้นใหม่ ภายในเวลาสามเดือนเศษนับแต่วันที่โจทก์ยื่นคำร้องขอ ยังถือไม่ได้ว่าจำเลยที่๒ ไม่ให้คำชี้ขาดในเวลาอันสมควรโจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ที่โจทก์ฎีกาว่าเมื่อในที่สุดผลการชี้ขาดคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่ของโจทก์ จำเลยที่ ๒ ได้ส่งคำชี้ขาดให้โจทก์ เมื่อวันที่ ๒๑ มีนาคม ๒๕๒๘ โดยยืนตามความเห็นของจำเลยที่ ๓ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องคดีนี้นั้นเห็นว่า อำนาจฟ้องในกรณีเช่นนี้เกิดขึ้นเมื่อจำเลยที่ ๒ ให้คำชี้ขาดแล้ว ไม่มีผลย้อนหลังไปทำให้อำนาจฟ้องของโจทก์ซึ่งบกพร่องอยู่บริบูรณ์ขึ้นมาได้ ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2170/2531 บริษัทเชลล์แห่งประเทศไทย จำกัด โจทก์ กรุงเทพมหานคร กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - บริษัทเชลล์แห่งประเทศไทย จำกัด · จำเลย - กรุงเทพมหานคร กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)เดชา สุวรรณโณ · วิฑูรย์ ตั้งตรงจิตต์ · ประวิทย์ ขัมภรัตน์
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลแพ่ง - นายสุนพ กีรติยุติ · ศาลอุทธรณ์ - นายสัญชัย สิงหลกะ
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 1073/2508ฎีกา 1249/2526ฎีกา 1490/2535ฎีกา 1854/2493ฎีกา 2620/2517ฎีกา 2893/2531ฎีกา 5360/2546ฎีกา 5693/2549ฎีกา 673/2526ฎีกา 1812/2506ฎีกา 1281-1283/2493ฎีกา 704/2522ฎีกา 1029/2519ฎีกา 1565/2543ฎีกา 2618/2526ฎีกา 1218/2534ฎีกา 5280/2544ฎีกา 73-74/2506ฎีกา 2765/2548ฎีกา 2368/2523ฎีกา 1025/2487ฎีกา 1971/2494ฎีกา 789/2515ฎีกา 513/2546
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา