⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 2440/2531

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2440/2531

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
หากผู้เสียภาษีไม่นำพยานหลักฐานอันควรแก่เรื่องมาแสดงต่อเจ้าพนักงานประเมินโดยไม่มีเหตุอันสมควร จะหมดสิทธิอุทธรณ์คำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ต่อศาล

ย่อคำพิพากษา

โจทก์ผู้อุทธรณ์ในชั้นอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ไม่นำพยานซึ่งมีความหมายถึงพยานหลักฐานอันควรแก่เรื่องมาแสดงต่อเจ้าพนักงานประเมินตามคำสั่ง ดั่งที่บัญญัติไว้ในมาตรา 32 แห่งประมวลรัษฎากรโดยไม่มีเหตุผลอันสมควรโจทก์จึงหมดสิทธิที่จะอุทธรณ์คำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ต่อศาลตามมาตรา 30 (2), 33 แห่งประมวลรัษฎากร

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.55 ประมวลรัษฎากร ม.30 ประมวลรัษฎากร ม.32 ประมวลรัษฎากร ม.33

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินของจำเลยที่ ๑ และเพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ ที่ให้ชำระภาษีเงินได้และเงินเพิ่มเป็นเงิน ๓๘๐,๑๗๓.๗๔ บาท จำเลยทั้งสี่ให้การต่อสู้หลายประการและว่าโจทก์ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้าพนักงานประเมินซึ่งสั่งตามมาตรา ๓๒ แห่งประมวลรัษฎากรให้โจทก์นำพยานหลักฐานอันเกี่ยวกับซื้อขายทรัพย์สินมีค่าของโจทก์มาแสดง โจทก์จึงหมดสิทธิที่จะอุทธรณ์คำวินิจฉัยอุทธรณ์ต่อศาลตามมาตรา ๓๓ แห่งประมวลรัษฎากรคำสั่งของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ชอบด้วยกฎหมายแล้ว ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาตามฟ้อง แต่ให้โจทก์เสียภาษีเงินได้จากเงินได้สุทธิประจำพ.ศ.๒๕๑๖ ถึง ๒๕๑๘ จำนวน ๒๕๖,๐๙๗.๘๖ บาท ๑๙๗,๕๒๔.๘๖ บาท และ ๑๘๖,๑๕๓.๐๒ บาท เมื่อคำนวณแล้วจำนวนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและเงินเพิ่มต้องไม่น้อยกว่า๕๓,๑๕๖.๘๒ บาท ๒๘,๓๓๓.๔๕ บาท และ ๒๔,๕๗๓.๙๐ บาท ตามลำดับ จำเลยทั้งสี่อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่าให้เพิกถอนการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ที่ให้โจทก์เสียภาษีเงินได้ในปีพ.ศ.๒๕๑๖ เฉพาะเงินได้สุทธิจำนวน ๕๐๐,๐๐๐ บาท ที่เจ้าพนักงานประเมินของจำเลยที่ ๑ คิดเกินไปไม่หักออกให้โจทก์ นอกจากนี้ให้ยกฟ้องโจทก์ โจทก์และจำเลยทั้งสี่ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าตามฎีกาของจำเลยทั้งสี่ว่าการที่โจทก์ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้าพนักงานประเมินซึ่งสั่งตามมาตรา๓๒ แห่งประมวลรัษฎากรให้โจทก์นำพยานหลักฐานอันเกี่ยวกับการซื้อขายทรัพย์สินมีค่าของโจทก์ตามที่โจทก์กล่าวอ้างในคำอุทธรณ์ ซึ่งเป็นหลักฐานอันควรแก่เรื่องมาแสดง เมื่อโจทก์ไม่ได้ปฏิบัติตามคำสั่ง โจทก์ย่อมหมดสิทธิอุทธรณ์คำวินิจฉัยอุทธรณ์ต่อศาลตามมาตรา ๓๓ แห่งประมวลรัษฎากรได้ความตามคำเบิกความของนายวีระศักดิ์ เกตุพันธ์ นิติกร ๖ กองอุทธรณ์กรมสรรพากรว่าเมื่อโจทก์ยื่นอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์โดยขอให้ยกเลิกการประเมินและขอให้งดหรือลดเงินเพิ่มซึ่งโจทก์อ้างว่าโจทก์มีลูกหนี้นำเงินมาชำระหนี้ในปีพ.ศ.๒๕๑๖จำนวน ๔,๐๐๐,๐๐๐ บาท และโจทก์ได้ขายทรัพย์สินซึ่งเป็นสังหาริมทรัพย์ไปในปีพ.ศ.๒๕๑๖ จำนวน ๔,๐๐๐,๐๐๐ บาทเศษ และในปีพ.ศ.๒๕๑๘ เป็นเงิน ๑,๘๐๐,๐๐๐ บาทเศษนั้น นายวีระศักดิ์ได้ตรวจสอบและเรียกโจทก์มาให้ถ้อยคำ ๒ ครั้ง ครั้งแรกเมื่อเดือนพฤศจิกายน ๒๕๒๕ โจทก์ไม่ยอมมาครั้งที่ ๒ เมื่อเดือนสิงหาคม ๒๕๒๖ โจทก์มาแต่ขอผัดนำพยานมาให้ไต่สวนในเดือนกันยายน ๒๕๒๖ แต่เมื่อถึงกำหนดเดือนกันยายนตามนัด โจทก์ได้มอบอำนาจให้นายประทีป แสงธรรมรัตน์มาให้การต่อนายวีระศักดิ์นายประทีปได้ให้การว่ายินดีจะนำพยานที่รับซื้อทรัพย์สินตามกล่าวอ้างมาให้เจ้าพนักงานไต่สวนในวันที่ ๗ ตุลาคม ๒๕๒๖ เป็นต้นไปหากไม่นำพยานมาให้ไต่สวนก็ขอให้เจ้าพนักงานพิจารณาดำเนินกระบวนพิจารณาไปเสมือนหนึ่งว่าโจทก์ไม่มีพยานมาสืบประกอบคำอุทธรณ์ทุกประเด็นครั้นเมื่อถึงเดือนตุลาคมตามนัด โจทก์ก็ไม่ได้นำพยานมาให้ถ้อยคำ นายวีระศักดิ์ถือว่าโจทก์ไม่มีพยานสืบตามข้อกล่าวอ้างคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์จึงเห็นว่าการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินถูกต้องแล้ว คงผิดพลาดเพียงยอดเงิน ๒๐,๐๐๐ บาท ที่เจ้าพนักงานประเมินยกยอดค่าเพิ่มทรัพย์สินสุทธิของปีพ.ศ.๒๕๑๖คลาดเคลื่อน คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์จึงพิจารณาปรับปรุงให้ถูกต้องเป็นผลให้ภาษีลดลง และมีคำวินิจฉัยอุทธรณ์ให้ยกอุทธรณ์ของดจทก์เฉพาะที่เกี่ยวกับภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาปีพ.ศ.๒๕๑๗-๒๕๑๘ ศาลฎีกาเห็นว่าได้ความดังกล่าวกรณีของโจทก์จึงเป็นเรื่องที่โจทก์ผู้อุทธรณ์ในชั้นอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ไม่นำพยานซึ่งมีความหมายถึงพยานหลักฐานอันควรแก่เรื่องมาแสดงต่อเจ้าพนักงานประเมินตามคำสั่ง ดั่งที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๓๒ แห่งประมวลรัษฎากรโดยไม่มีเหตุผลอันสมควรโจทก์จึงหมดสิทธิที่จะอุทธรณ์คำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ต่อศาลตามมาตรา ๓๐ (๒), ๓๓ แห่งประมวลรัษฎากรดังที่จำเลยทั้งสี่ฎีกา และดังนั้นจึงไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของโจทก์และฎีกาของจำเลยทั้งสี่ในข้ออื่นต่อไปอีก คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา พิพากษาแก้เป็นว่าให้ยกฟ้องโจทก์. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2440/2531 นายเลี้ยง เตชะวิบูลย์ โจทก์ กรมสรรพากร กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นายเลี้ยง เตชะวิบูลย์ · จำเลย - กรมสรรพากร กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)วิฑูรย์ ตั้งตรงจิตต์ · วิฑูรย์ ตั้งตรงจิตต์ · วิฑูรย์ ตั้งตรงจิตต์
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลแพ่ง - นายสุนพ กีรติยุติ · ศาลอุทธรณ์ - นายบุญส่ง วรรณกลาง
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 162/2512ฎีกา 818/2536ฎีกา 404/2526ฎีกา 108/2545ฎีกา 344/2531ฎีกา 9671/2539ฎีกา 7177/2545ฎีกา 1073/2508ฎีกา 1249/2526ฎีกา 1490/2535ฎีกา 1854/2493ฎีกา 2620/2517ฎีกา 2893/2531ฎีกา 5360/2546ฎีกา 5693/2549ฎีกา 673/2526ฎีกา 1812/2506ฎีกา 1281-1283/2493ฎีกา 704/2522ฎีกา 1029/2519ฎีกา 1565/2543ฎีกา 2618/2526ฎีกา 1218/2534ฎีกา 5280/2544
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา