⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 269/2531

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 269/2531

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การบรรยายฟ้องว่าจำเลยโอนทรัพย์สินโดยรู้ว่าทรัพย์สินนั้นเป็นของโจทก์ เป็นการแสดงสภาพแห่งข้อหาโดยแจ้งชัดว่าจำเลยไม่มีอำนาจโอนและผู้รับโอนไม่สุจริต โดยไม่จำเป็นต้องบรรยายรายละเอียดการโอน การตกลงแบ่งทรัพย์สินระหว่างสามีภริยาที่ยังไม่ได้จดทะเบียนหย่า ถือเป็นข้อตกลงที่แยกจากกันไม่ได้กับการหย่า และทรัพย์สินนั้นยังคงเป็นสินสมรสอยู่ หากสามีภริยาฝ่ายหนึ่งอ้างว่าตนเป็นเจ้าของทรัพย์สินแต่ผู้เดียวโดยอาศัยข้อตกลงดังกล่าว จะไม่มีอำนาจฟ้อง แต่หากคำฟ้องกล่าวหาว่าสามีภริยาอีกฝ่ายสมคบกันโอนทรัพย์สินโดยไม่ได้รับความยินยอมจากตน ก็ถือว่ามีอำนาจฟ้องในฐานะคู่สมรส

ย่อคำพิพากษา

โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยที่ 1 โอนที่พิพาทให้แก่จำเลยที่ 2โดยทั้งสองคนทราบดีว่าที่พิพาทเป็นของโจทก์ เป็นคำฟ้องที่แสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาว่าจำเลยที่ 1 ไม่มีอำนาจโอนและจำเลยที่ 2 รับโอนโดยไม่สุจริต ไม่จำเป็นต้องบรรยายว่าโอนโดยวิธีการอย่างไร ที่ไหน และเมื่อไร เพราะเป็นรายละเอียดที่ต้องนำสืบในชั้นพิจารณา ทั้งโจทก์ได้ยกข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาว่าที่พิพาทเป็นของโจทก์โดยโจทก์และจำเลยที่ 1 ทำสัญญาประนีประนอมยอมความยกที่พิพาทให้แก่โจทก์คนเดียวกับมีคำขอบังคับให้เพิกถอนนิติกรรมที่จำเลยทั้งสองกระทำลงโดยมิชอบ จึงเป็นคำฟ้องที่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 172 แล้ว โจทก์และจำเลยที่ 1 ทำหนังสือหย่าและตกลงแบ่งทรัพย์สินกันโดยชอบ แต่ก็ถือไม่ได้ว่าโจทก์กับจำเลยที่ 1 หย่าขาดจากกันแล้ว เพราะยังไม่ได้จดทะเบียนหย่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1515 แต่ข้อตกลงเรื่องการหย่าและข้อตกลงเรื่องแบ่งทรัพย์สินเช่นนี้เป็นข้อตกลงที่แยกจากกันไม่ได้เมื่อยังไม่มีการหย่า ทรัพย์สินนั้นคงเป็นสินสมรสอยู่ตามเดิม โจทก์อ้างไม่ได้ว่าโจทก์เป็นเจ้าของทรัพย์พิพาทแต่ผู้เดียว โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องโดยอาศัยสิทธิตามสัญญาแต่โดยที่โจทก์มีสิทธิในทรัพย์สินอยู่ด้วยครึ่งหนึ่ง ทั้งคำฟ้องบรรยายว่าจำเลยทั้งสองลักลอบโอนกรรมสิทธิ์ต่อกัน และแจ้งเท็จว่าจำเลยที่ 1 เป็นม่าย เท่ากับกล่าวหาว่าจำเลยทั้งสองสมคบกันโอนที่พิพาทโดยไม่ได้รับความยินยอมจากโจทก์ซึ่งเป็นคู่สมรสโจทก์จึงมีอำนาจฟ้องตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1480 วรรคสอง

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.55 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.172 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1469 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1474 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1480 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1514 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1515 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1531

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์และจำเลยที่ ๑ เป็นสามีภริยากันโดยชอบด้วยกฎหมาย ต่อมาโจทก์และจำเลยที่ ๑ ตกลงหย่าและทำสัญญาประนีประนอมยอมความแบ่งทรัพย์สินกัน โดยยกที่พิพาทให้แก่โจทก์ด้วย ต่อมาจำเลยที่ ๑ ไม่ยอมจดทะเบียนหย่าและไม่ยอมมอบทรัพย์สินตามข้อตกลงให้โจทก์ แล้วได้ลักลอบโอนกรรมสิทธิ์ที่พิพาทให้แก่จำเลยที่ ๒ โดยจำเลยที่ ๒ ทราบดีว่าเป็นของโจทก์เป็นการรับโอนโดยไม่สุจริต ขอให้ศาลพิพากษาเพิกถอนนิติกรรมการโอนที่พิพาท แล้วโอนใส่ชื่อโจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ หากจำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติ ให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลเป็นการแสดงเจตนาแทน หากกระทำดังกล่าวไม่ได้ก็ให้ใช้ค่าที่ดิน จำเลยที่ ๑ ให้การว่า โจทก์ไม่ได้ฟ้องหย่าภายใน ๑ ปี ข้อตกลงหย่าจึงไม่มีผลบังคับ ทั้งข้อตกลงดังกล่าวเป็นสัญญาเกี่ยวกับทรัพย์สินที่สามีภริยาทำไว้ระหว่างเป็นสามีภริยา จำเลยที่ ๑ได้บอกล้างแล้ว สัญญาจึงสิ้นผล โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง จำเลยที่ ๒ ให้การว่า จำเลยที่ ๒ ซื้อที่พิพาทโดยสุจริตและมีค่าตอบแทน โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ทั้งฟ้องโจทก์เคลือบคลุม ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาบังคับให้ตามฟ้อง จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยทั้งสองฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาว่าฟ้องโจทก์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่เห็นว่าตามคำฟ้องของโจทก์ได้บรรยายว่า จำเลยที่ ๑ โอนที่พิพาทให้แก่จำเลยที่ ๒ โดยทั้งสองคนทราบดีว่าที่พิพาทเป็นของโจทก์ เป็นคำฟ้องที่แสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาว่าจำเลยที่ ๑ ไม่มีอำนาจโอนและจำเลยที่ ๒ รับโอนโดยไม่สุจริต คำฟ้องดังกล่าวเป็นคำฟ้องทางแพ่งไม่จำเป็นต้องบรรยายว่าโอน(ลักลอบโอน) โดยวิธีการอย่างไร ที่ไหนและเมื่อไร ดังที่จำเลยที่ ๒ ให้การต่อสู้ เพราะเป็นรายละเอียดที่จะต้องนำสืบในชั้นพิจารณา โจทก์ได้ยกข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาว่า ที่พิพาทเป็นของโจทก์โดยโจทก์และจำเลยที่ ๑ ทำสัญญาประนีประนอมยอมความยกที่พิพาทให้แก่โจทก์คนเดียว และคำฟ้องดังกล่าวมีคำขอบังคับให้เพิกถอนนิติกรรมที่จำเลยทั้งสองกระทำลงโดยมิชอบ จึงเป็นคำฟ้องที่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา ๑๗๒ ปัญหาว่า ข้อตกลงแบ่งทรัพย์สินระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ ใช้บังคับได้หรือไม่ ข้อเท็จจริงฟังได้เป็นยุติว่า เมื่อวันที่ ๔กันยายน ๒๕๒๐ โจทก์กับจำเลยที่ ๑ ได้ตกลงหย่า ได้ทำหนังสือหย่าและตกลงแบ่งทรัพย์สินพิพาทให้แก่โจทก์ตามรายละเอียดเอกสารหมาย จ.๒ หลังจากทำเอกสารดังกล่าวแล้วจนกระทั่งถึง พ.ศ. ๒๕๒๔โจทก์กับจำเลยที่ ๑ ยังไม่ได้จดทะเบียนการหย่าและไม่ได้แบ่งทรัพย์สินตามข้อตกลง ปัญหานี้จำเลยที่ ๑ ต่อสู้ว่าเมื่อไม่มีการหย่า ข้อตกลงเรื่องแบ่งทรัพย์สินไม่อาจบังคับได้ เห็นว่าตามเอกสารหมาย จ.๒ แม้จะเป็นเอกสารที่ชอบด้วยกฎหมายเกี่ยวกับการหย่าโดยตกลงกันเอง ก็ถือไม่ได้ว่าโจทก์กับจำเลยที่ ๑ หย่าขาดจากกันแล้ว เพราะยังไม่ได้จดทะเบียนการหย่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๕๑๕ แต่ข้อตกลงเรื่องการหย่าและข้อตกลงเรื่องแบ่งทรัพย์สินเป็นข้อตกลงที่แยกจากกันไม่ได้ เมื่อยังไม่มีการหย่า ข้อตกลงแบ่งทรัพย์สินระหว่างสามีภริยาก็ใช้บังคับไม่ได้ จำเลยที่ ๑ ไม่จำต้องบอกล้างอีก ทรัพย์คงเป็นสินสมรสอยู่ตามเดิม และโจทก์ก็อ้างไม่ได้ว่าโจทก์เป็นเจ้าของทรัพย์พิพาทแต่ผู้เดียว โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องโดยอาศัยสิทธิตามสัญญา แม้โจทก์ไม่ได้เป็นเจ้าของทรัพย์แต่เพียงผู้เดียว ทรัพย์ดังกล่าวก็เป็นสินสมรส โจทก์มีสิทธิอยู่ด้วยครึ่งหนึ่ง ทั้งคำฟ้องบรรยายว่า จำเลยทั้งสองลักลอบโอนกรรมสิทธิ์ต่อกัน และแจ้งเท็จว่าจำเลยที่ ๑ เป็นม่าย เท่ากับกล่าวหาว่าจำเลยทั้งสองสมคบกันโอนที่พิพาทโดยไม่ได้รับความยินยอมจากโจทก์ซึ่งเป็นคู่สมรสโจทก์จึงมีอำนาจฟ้องตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๔๘๐ วรรคสอง ปัญหาว่าจำเลยที่ ๒ รับโอนที่พิพาทโดยสุจริตหรือไม่ เห็นว่าจำเลยที่ ๒ เป็นน้องเขยของจำเลยที่ ๑ เดิมที่พิพาทจำเลยที่ ๒เป็นผู้เช่าซื้อ แล้วโอนสิทธิให้แก่จำเลยที่ ๑ เช่าซื้อต่อในขณะที่จำเลยที่ ๑ เป็นคู่สมรสกับโจทก์ ต่อมาจำเลยที่ ๑ โอนกรรมสิทธิ์ให้แก่จำเลยที่ ๒ อีก แสดงว่าจำเลยทั้งสองเป็นญาติที่ติดต่อใกล้ชิดกันเป็นพิเศษ ความสัมพันธ์ในครอบครัวระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ เป็นอย่างไรจำเลยที่ ๒ น่าจะทราบดีตลอดมา โจทก์ได้มีหนังสือถึงกรมที่ดิน แจ้งรายละเอียดว่าที่พิพาทเป็นของโจทก์แต่เพียงผู้เดียว มีคดีอยู่ที่ศาลหลายคดีขออายัด แม้เจ้าพนักงานที่ดินไม่ยอมรับการอายัด แต่ก็ได้แจ้งให้จำเลยทั้งสองทราบตามหนังสือดังกล่าวแล้วจำเลยทั้งสองก็ยืนยันให้พนักงานเจ้าหน้าที่จดทะเบียนนิติกรรมให้ ยอมรับผิดชอบในความเสียหายต่างๆ ที่จะเกิดขึ้น ทั้งจำเลยที่ ๑ เบิกความว่าขณะที่จะโอนสิทธิการเช่าซื้อให้จำเลยที่ ๒ ได้บอกจำเลยที่ ๒ ว่า จำเลยที่ ๑ มีเรื่องกับโจทก์แต่ยังไม่ได้หย่าขาดจากกัน หลักฐานการหย่าที่แสดงต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ เป็นใบหย่าระหว่างจำเลยที่ ๑ กับนางสนามซึ่งเป็นการปิดบังความจริงข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่าจำเลยที่ ๒ รับโอนที่พิพาทซึ่งเป็นสินสมรสโดยไม่สุจริต และไม่ได้รับความยินยอมจากโจทก์ โจทก์มีอำนาจขอให้เพิกถอนนิติกรรมได้ แต่ไม่มีอำนาจขอให้โอนกรรมสิทธิ์ที่พิพาทเป็นของโจทก์ ฎีกาจำเลยทั้งสองฟังขึ้นบางส่วน พิพากษาแก้เป็นว่า ให้เพิกถอนนิติกรรมซื้อขายที่ดินโฉนดเลขที่ ๔๘๗๕๐ เลขที่ดิน ๔๐๘๖ แขวงสายไหม (ดอนเมือง) เขตบางเขนกรุงเทพมหานครที่จำเลยที่ ๑ โอนขายให้แก่จำเลยที่ ๒ ให้จำเลยที่ ๒ จดทะเบียนโอนใส่ชื่อจำเลยที่ ๑ หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา ให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าทนายความชั้นฎีกาแทนโจทก์ ๒,๐๐๐ บาท. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 269/2531 นางวนิดา มารยาตร์ โจทก์ นาวาอากาศตรีสุบิณฑ์ มารยาตร์ กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นางวนิดา มารยาตร์ · จำเลย - นาวาอากาศตรีสุบิณฑ์ มารยาตร์ กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ส่อง สุขะปุณณพันธ์ · สวัสดิ์ รอดเจริญ · เดชา สุวรรณโณ
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดนครปฐม - นายบรรหาร มูลทวี · ศาลอุทธรณ์ - นายสุทนทร จันทรศักดิ์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 681/2506ฎีกา 5473/2548ฎีกา 2439/2531ฎีกา 9815/2555ฎีกา 8688/2551ฎีกา 8777/2548ฎีกา 9577/2552ฎีกา 2834/2527ฎีกา 639/2499ฎีกา 1968/2533ฎีกา 7466/2538ฎีกา 8875/2542ฎีกา 272/2490ฎีกา 1889/2511ฎีกา 8680/2551ฎีกา 6105/2531ฎีกา 861/2540ฎีกา 1896/2492ฎีกา 863/2524ฎีกา 991/2548ฎีกา 1170/2505ฎีกา 7051/2540ฎีกา 1123/2487ฎีกา 1593/2524
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา