⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 3640/2531

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3640/2531

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การกระทำที่หลอกลวงประชาชนโดยอ้างว่าเป็นตัวแทนบริษัทจัดหางานเพื่อเรียกเก็บเงินค่าบริการ โดยที่ตนเองไม่มีความสามารถหรือเจตนาจะจัดหางานให้จริงนั้น ไม่เป็นความผิดฐานจัดหางานโดยไม่ได้รับอนุญาตตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ. 2511

ย่อคำพิพากษา

โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยหลอกลวงประชาชนด้วยการโฆษณาแสดงข้อความอันเป็นเท็จว่า จำเลยเป็นตัวแทนของบริษัทจัดหางานในกรุงเทพมหานครเปิดรับสมัครคนงานไปทำงานในต่างประเทศ ความจริงจำเลยไม่ได้เป็นตัวแทนของบริษัทดังกล่าวและไม่สามารถจัดหางานตามที่โฆษณาได้ แสดงว่าจำเลยมิได้มีเจตนาจะจัดหางานให้แก่ผู้เสียหายแต่อย่างใด เพียงแต่อ้างว่าเป็นตัวแทนของบริษัทจัดหางานก็เพื่อให้ได้เงินค่าบริการจากผู้เสียหายเท่านั้น การกระทำของจำเลยตามฟ้องไม่เป็นความผิดฐานจัดหางานโดยไม่ได้รับอนุญาตตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2511 แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นว่ากล่าว ศาลก็มีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้เองเพราะเป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลอุทธรณ์ฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยกับพวกรู้ว่าไม่สามารถส่งคนไปทำงานต่างประเทศได้ ข้อความที่จำเลยแสดงต่อประชาชนเป็นความเท็จการที่จำเลยฎีกาว่า โจทก์ไม่ได้นำสืบให้เห็นว่าจำเลยโฆษณาด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จให้ประชาชนหลงเชื่อเป็นความเท็จอย่างไร จึงลงโทษจำเลยไม่ได้นั้นเป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ อันเป็นปัญหาข้อเท็จจริงเพื่อนำไปสู่ปัญหาข้อกฎหมาย โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยโดยเจตนาทุจริตได้บังอาจหลอกลวงประชาชนด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จแก่ชาวบ้านหนองผักชีว่า จำเลยเป็นตัวแทนของบริษัทจัดหางานในกรุงเทพมหานครเปิดรับสมัครคนงานไปทำงานยังเกาะไซปัน ประเทศฟิลิปปินส์ เงินเดือนสูง รายได้ดี ทำให้ประชาชนหลงเชื่อว่าเป็นความจริงความจริงจำเลยไม่ได้เป็นตัวแทนของบริษัทจัดหางานในกรุงเทพมหานคร และไม่สามารถจัดหางานให้ผู้สมัครไปทำงานตามที่จำเลยโฆษณาได้ จำเลยได้ปกปิดความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้งแก่ประชาชน โดยการหลอกลวงดังกล่าวมีประชาชนไปสมัครงานกับจำเลย จำนวน 12 คน ได้เสียค่าบริการ ค่านายหน้าให้แก่จำเลย เป็นการบรรยายฟ้องที่ครบองค์ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341, 343 แล้ว ไม่เคลือบคลุม พนักงานสอบสวนรวบรวมหลักฐานเกี่ยวกับใบเสร็จรับเงินที่จำเลยกับพวกได้ออกให้ผู้เสียหายโดยการถ่ายภาพรวมสำเนาไว้แล้ว แม้จะคืนต้นฉบับให้ผู้เสียหายไป ก็ถือได้ว่าใบเสร็จดังกล่าวเป็นเอกสารส่วนหนึ่งในสำนวนการสอบสวน

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.16 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.139 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.148 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.158 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.195 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.218 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.225 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.238 ประมวลกฎหมายอาญา ม.341 ประมวลกฎหมายอาญา ม.343 พระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2511 ม.27

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๔๑, ๓๔๓, ๙๑ พระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.๒๕๑๑ มาตรา ๗, ๒๗ ให้จำเลยคืนเงิน ๑๒๔,๕๐๐ บาท ให้แก่ผู้เสียหาย จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๔๑, ๓๔๓ จำคุก ๔ ปี ตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.๒๕๑๑ มาตรา ๒๗ จำคุก ๑ เดือน รวมจำคุก ๔ ปี ๑ เดือน ให้จำเลยคืนเงิน ๑๒๔,๕๐๐ บาทแก่ผู้เสียหาย จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่าลดโทษให้จำเลยหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ คงจำคุก ๒ ปี ๘ เดือน ๒๐ วัน ให้จำเลยคืนเงินให้ผู้เสียหายคนละ ๑๐,๐๐๐ บาท โดยคืนให้นายเจริญ ทศลาเพียง ๙,๐๐๐ บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัย เห็นว่าการที่โจทก์บรรยายฟ้องในความผิดฐานฉ้อโกงประชาชนว่า จำเลยหลอกลวงประชาชนด้วยการโฆษณาแสดงข้อความอันเป็นเท็จว่า จำเลยเป็นตัวแทนของบริษัทจัดหางานในกรุงเทพมหานคร เปิดรับสมัครคนงานไปทำงานที่เกาะไซปัน ประเทศฟิลิปปินส์ ความจริงจำเลยไม่ได้เป็นตัวแทนของบริษัทในกรุงเทพมหานครและไม่สามารถจัดหางานตามที่โฆษณาได้นั้น แสดงว่าจำเลยมิได้มีเจตนาจะจัดหางานให้แก่ผู้เสียหายแต่อย่างใด จำเลยเพียงแต่อ้างว่าเป็นตัวแทนของบริษัทจัดหางานในกรุงเทพมหานครก็เพื่อให้ได้เงินค่าบริการจากผู้เสียหายเท่านั้น การกระทำของจำเลยตามฟ้องจึงไม่เป็นความผิดฐานจัดหางานโดยมิได้รับอนุญาตตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.๒๕๑๑ ดังโจทก์ฟ้องซึ่งเป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นว่ากล่าวศาลก็มีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้เอง ส่วนความผิดฐานฉ้อโกงประชาชนนั้นศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๔๑, ๓๔๓ จำคุก ๔ ปี ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่าคำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ คงจำคุก ๒ ปี ๘ เดือน เป็นการแก้ไขเพียงเล็กน้อยจึงต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒๑๘ ที่จำเลยฎีกาว่า โจทก์ไม่ได้นำสืบให้เห็นว่าจำเลยได้โฆษณาด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จ ให้ประชาชนหลงเชื่อนั้นเป็นความเท็จอย่างไร จึงลงโทษจำเลยไม่ได้นั้นเห็นว่า คดีนี้ศาลอุทธรณ์พิเคราะห์พยานโจทก์แล้วฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยกับพวกรู้ว่าไม่สามารถส่งคนงานไปทำงานต่างประเทศได้ ข้อความที่จำเลยแสดงต่อประชาชนจึงเป็นความเท็จ ฎีกาของจำเลยดังกล่าวจึงเป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์อันเป็นปัญหาข้อเท็จจริงเพื่อ นำไปสู่ปัญหาข้อกฎหมายดังกล่าวข้างต้นต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒๑๘ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้ ที่จำเลยฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายว่า โจทก์ไม่ได้กล่าวในฟ้องว่าจำเลยได้หลอกลวงประชาชนทั่วไปไม่ครบองค์ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๔๓ ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมนั้น ฟ้องโจทก์ข้อ ๑ ก. บรรยายว่า จำเลยโดยเจตนาทุจริตได้บังอาจหลอกลวงประชาชนด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จแก่ชาวบ้านหนองผักชีว่าจำเลยเป็นตัวแทนของบริษัทจัดหางานในกรุงเทพมหานคร เปิดรับสมัครคนงานไปทำงานยังเกาะไซปัน ประเทศฟิลิปปินส์ เงินเดือนสูง รายได้ดี ทำให้ประชาชนหลงเชื่อว่าเป็นความจริง ความจริงจำเลยไม่ได้เป็นตัวแทนของบริษัทจัดหางานในกรุงเทพมหานครและไม่สามารถจัดหางานให้ผู้สมัครไปทำงานตามที่จำเลยได้โฆษณาได้ จำเลยได้ปกปิดข้อความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้งแก่ประชาชน โดยการหลอกลวงดังกล่าวมีประชาชนไปสมัครงานกับจำเลย จำนวน ๑๒ คน ได้เสียค่าบริการ ค่านายหน้าให้แก่จำเลย เห็นว่า โจทก์ได้บรรยายข้อเท็จจริงครบองค์ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๓๔๑, ๓๔๓ แล้ว ฟ้องโจทก์ก็ไม่เคลือบคลุม ฎีกาจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยให้การรับสารภาพชั้นสอบสวนเพื่อจะได้ประกันตัวไป และใบเสร็จรับเงินที่จำเลยออกให้ผู้เสียหายตามเอกสารหมาย จ.๑ ถึง จ.๒๑ ไม่ได้ผ่านพนักงานสอบสวน การสอบสวนของพนักงานสอบสวนจึงไม่ชอบด้วยกฎหมายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๕, ๑๓๙ และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๙๓ นั้น เห็นว่า ศาลล่างฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวนโดยสมัครใจ ที่จำเลยฎีกาว่าจำเลยให้การรับสารภาพชั้นสอบสวนเพื่อจะได้ประกันตัวไปจึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ส่วนปัญหาเกี่ยวกับใบเสร็จรับเงินตามที่จำเลยฎีกานั้น ข้อเท็จจริงได้ความว่า พนักงานสอบสวนได้รวบรวมหลักฐานเกี่ยวกับใบเสร็จรับเงินที่จำเลยกับพวกได้ออกให้ผู้เสียหายโดยการถ่ายภาพรวม สำนวนไว้ตามภาพถ่ายหมาย จ.๑๗ แม้พนักงานสอบสวนจะคืนต้นฉบับให้ผู้เสียหายไป ก็ถือได้ว่าใบเสร็จดังกล่าวเป็นเอกสารส่วนหนึ่งในสำนวนการสอบสวน พนักงานสอบสวนได้ทำการสอบสวนชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ฎีกา จำเลยฟังไม่ขึ้น แต่ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๔๑, ๓๔๓ นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย เพราะเมื่อลงโทษจำเลยตามมาตรา ๓๔๓ แล้วก็ไม่ต้องปรับบทลงโทษตามมาตรา ๓๔๑ อีก และเห็นสมควรระบุวรรคให้ชัดเจนด้วย พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๔๓ วรรคแรก นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3640/2531 พนักงานอัยการจังหวัดชัยภูมิ โจทก์ นายกฤษ พ่วงพงษ์ ล.

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการจังหวัดชัยภูมิ · ล. - นายกฤษ พ่วงพงษ์
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)สุทิน นนทแก้ว · เสรี แสงศิลป์ · อากาศ บำรุงชีพ
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดชัยภูมิ - นายบุญชู ทัษนประพันธ์ · ศาลอุทธรณ์ - นายเพ็ง เพ็งนิติ
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 1161-1163/2487ฎีกา 492/2539ฎีกา 4/2508ฎีกา 6575/2551ฎีกา 6435/2555ฎีกา 6205/2541ฎีกา 99/2541ฎีกา 9114/2552ฎีกา 3345/2535ฎีกา 2530/2527ฎีกา 1588/2479ฎีกา 7651/2552ฎีกา 2147/2521ฎีกา 712/2559ฎีกา 2303/2518ฎีกา 130/2528ฎีกา 2197/2547ฎีกา 4276/2534ฎีกา 7988/2551ฎีกา 1715/2545ฎีกา 1992/2530ฎีกา 1638/2492ฎีกา 20/2491ฎีกา 18211/2555
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา