⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 4389/2531

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4389/2531

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
คำพิพากษาของศาลล่างที่สั่งให้จำเลยและบริวารออกไปจากป่า เป็นการสั่งตามอำนาจที่กฎหมายให้อำนาจไว้ ไม่ใช่โทษที่ลงแก่จำเลย จึงไม่ทำให้คู่ความมีสิทธิฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ย่อคำพิพากษา

ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลย 1 ปี ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่าให้รอการลงโทษจำคุกไว้ 3 ปี แต่ให้ลงโทษปรับ 10,000 บาทด้วย ต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 219 คำพิพากษาของศาลล่างทั้งสองที่สั่งให้จำเลยและบริวารออกไปจากป่ามิใช่โทษที่ลงแก่จำเลยแต่เป็นการสั่งไปตามที่พระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 มาตรา72 ตรี ให้อำนาจไว้ ไม่ทำให้คู่ความมีสิทธิฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.219 ประมวลกฎหมายอาญา ม.18 พระราชบัญญัติป่าไม้ ม.14 พระราชบัญญัติป่าไม้ ม.54

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยบุกรุกเข้าไปแผ้วถางและยึดถือครอบครองป่าโดยไม่ได้รับอนุญาต ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484มาตรา 54, 72 ตรี กับให้จำเลยและบริวารออกไปจากป่าดังกล่าวจำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดฐานเข้ายึดถือครอบครองป่าโดยไม่ได้รับอนุญาต ตามพระราชบัญญัติป่าไม้พ.ศ. 2484 มาตรา 54, 72 ตรี ลงโทษจำคุก 1 ปี กับให้จำเลยและบริวารออกไปจากป่า จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้รอการลงโทษจำคุกไว้มีกำหนด 3 ปี แต่ให้ลงโทษปรับ 10,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลย1 ปี ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่าให้รอการลงโทษจำคุกไว้มีกำหนด3 ปี แต่ให้ลงโทษปรับ 10,000 บาทด้วย คู่ความจึงต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 219คำพิพากษาของศาลล่างทั้งสองศาลที่สั่งให้จำเลยและบริวารออกไปจากป่ามิใช่โทษที่ลงแก่จำเลยแต่เป็นการสั่งไปตามที่พระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 มาตรา 72 ตรี ให้อำนาจไว้ แม้ศาลล่างทั้งสองจะมีคำสั่งในเรื่องนี้ด้วยก็ไม่ทำให้คู่ความมีสิทธิฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงขึ้นมาได้ คดีนี้ศาลอุทธรณ์ฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยเข้ายึดถือครอบครองที่ดินทั้งหมดเป็นจำนวนเนื้อที่ 19 ไร่ 3 งาน40 ตารางวา แต่เป็นที่ดินที่มี ส.ค.1 มาก่อนแล้วรวมเนื้อที่ 3 ไร่3 งาน 20 ตารางวา ส่วนที่ดินที่เหลืออีก 16 ไร่ 20 ตารางวา จำเลยไม่มีเอกสารสิทธิที่ดินหรือผู้มีสิทธิคนเดิมมาแสดง จึงเป็นที่ป่าตามความหมายในพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 มาตรา 4(1) เมื่อจำเลยครอบครองที่ดินที่ยังมิได้มีบุคคลได้มาตามกฎหมายที่ดินอันเป็นที่ป่าจำเลยจึงมีความผิดตามฟ้อง การที่จำเลยฎีกาว่าที่ดินที่จำเลยครอบครองอยู่ทั้งหมด มีผู้อื่นครอบครองทำประโยชน์อยู่ก่อนแล้วและเป็นที่ดินที่มี ส.ค.1 แล้วทั้งหมดจำเลยเพียงแต่ซื้อมาจากเจ้าของเดิมและสืบสิทธิครอบครองต่อ ไม่ใช่เป็นการเข้าครอบครองที่ป่านั้น เป็นฎีกาโต้เถียงข้อเท็จจริงที่ศาลอุทธรณ์ฟังมาซึ่งเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามตามบทกฎหมายดังกล่าว ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย" พิพากษายกฎีกาจำเลย ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4389/2531 อัยการ ภูเก็ต โจทก์ นาย ไชยยศ ปิ่น ประดับ จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - อัยการ ภูเก็ต · จำเลย - นาย ไชยยศ ปิ่น ประดับ
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)อากาศ บำรุงชีพ · เสรี แสงศิลป์ · สุทิน นนทแก้ว
แหล่งที่มาเนติบัณฑิตยสภา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 526/2548ฎีกา 334/2488ฎีกา 2360/2539ฎีกา 7111/2559ฎีกา 5868/2533ฎีกา 700/2506ฎีกา 964/2466ฎีกา 3805/2528ฎีกา 2875/2547ฎีกา 3863/2525ฎีกา 101/2482ฎีกา 413/2466ฎีกา 528/2470ฎีกา 2437/2515ฎีกา 1689/2566ฎีกา 623/2468ฎีกา 1533/2530ฎีกา 218/2555ฎีกา 3284/2543ฎีกา 1211/2536ฎีกา 483/2520ฎีกา 452/2532ฎีกา 431/2472ฎีกา 193/2495
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · เนติบัณฑิตยสภา