⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 4599/2531

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4599/2531

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
ที่ดินอันเป็นศาสนสมบัติของวัด แม้จะซื้อขายโดยสุจริต ก็ไม่อาจได้กรรมสิทธิ์ได้ การโอนกรรมสิทธิ์ต้องเป็นไปตามที่กฎหมายกำหนดเท่านั้น

ย่อคำพิพากษา

ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินของวัดนก (ร้าง) อันเป็นที่ศาสนสมบัติแม้โจทก์จะซื้อมาโดยสุจริตก็ไม่ได้กรรมสิทธิ์ เพราะตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 มาตรา 34 ที่วัดจะโอนกรรมสิทธิ์ได้ก็แต่โดยพระราชบัญญัติเท่านั้น เมื่อโจทก์ไม่มีกรรมสิทธิ์ในที่พิพาทจึงไม่มีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลย

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.55 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1336 พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ.2505 ม.34

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยทั้งสองและบริวารให้ออกไปจากที่ดินของโจทก์ จำเลยให้การว่าที่พิพาทเป็นที่ดินของวัด ไม่ใช่กรรมสิทธิ์ของโจทก์ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนโจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีคงฟังได้ตามที่จำเลยนำสืบว่า ที่พิพาทเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินเลขที่ 6168 ตามเอกสารหมาย ล.5 ซึ่งเมื่อ40 กว่าปีมาแล้ว นางพ่วง ปงกะสี ผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ในโฉนดที่ดินดังกล่าวได้ทำยอมความตามเอกสารหมาย ล.4 มอบที่ดินนี้คืนให้เป็นที่ศาสนสมบัติคือเป็นที่ดินของวัดนก (ร้าง) ตั้งแต่วันที่ 7 กันยายน 2481 เป็นต้นไปทั้งได้มอบโฉนดที่ดินดังกล่าวคืนให้กับทางจังหวัดพระนครศรีอยุธยาด้วยสำหรับโฉนดที่ดินตามเอกสารหมาย จ.2 ที่โจทก์อ้างเพื่อเป็นหลักฐานแสดงว่าได้ซื้อที่ดินจากนายมูซอ ปงกะลี นั้น ได้ความจากคำนายปัญญา ราชอัคคีเจ้าหน้าที่บริหารงานที่ดิน 6 หัวหน้าฝ่ายทะเบียนสำนักงานที่ดินจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ซึ่งมาเบิกความเป็นพยานโจทก์เองว่าเมื่อเดือนตุลาคม 2515 นางชุ่ม ปงกะลี มาขอรับใบแทนโฉนดที่ดินรวม 3 โฉนดมีโฉนดเลขที่ 6168 อยู่ด้วย โดยนางชุ่มอ้างว่าโฉนดที่ดินเดิมสูญหาย ทั้ง ๆ ที่ความจริงโฉนดที่ดินดังกล่าวนางพ่วงได้มอบคืนให้กับทางจังหวัดพระนครศรีอยุธยาแล้วตั้งแต่ปี 2481 ดังนี้ ที่ดินพิพาทจึงเป็นที่ดินของวัดนก (ร้าง) อันเป็นที่ศาสนสมบัติ แม้โจทก์จะซื้อมาโดยสุจริตอย่างไร ก็หาได้กรรมสิทธิ์ไม่ เพราะตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 มาตรา 34ที่วัดจะโอนกรรมสิทธิ์ได้ก็แต่โดยพระราชบัญญัติเท่านั้น เมื่อโจทก์ไม่มีกรรมสิทธิ์ในที่พิพาทโจทก์จึงไม่มีอำนาจที่จะฟ้องขับไล่จำเลยได้ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาต้องกันให้ยกฟ้องโจทก์ ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย" พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4599/2531 นาย หมัดเสริม ฤทธิ์เดช โจทก์ นาย เด็ด พาลีเดช กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นาย หมัดเสริม ฤทธิ์เดช · จำเลย - นาย เด็ด พาลีเดช กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)วิศิษฏ์ ลิมานนท์ · สุพจน์ นาถะพินธุ · อรรถวิทย์ วรรธนวินิจ
แหล่งที่มาเนติบัณฑิตยสภา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 681/2506ฎีกา 2439/2531ฎีกา 9815/2555ฎีกา 8688/2551ฎีกา 8777/2548ฎีกา 2834/2527ฎีกา 1968/2533ฎีกา 7466/2538ฎีกา 8875/2542ฎีกา 1889/2511ฎีกา 8680/2551ฎีกา 967/2491ฎีกา 861/2540ฎีกา 863/2524ฎีกา 1170/2505ฎีกา 8364/2544ฎีกา 1593/2524ฎีกา 4470/2543ฎีกา 713/2512ฎีกา 1194/2527ฎีกา 3024/2528ฎีกา 2224/2528ฎีกา 4832/2536ฎีกา 1959/2529
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · เนติบัณฑิตยสภา