⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1001/2532

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1001/2532

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
เมื่อโจทก์ร่วมมิได้อุทธรณ์ สิทธิอุทธรณ์ของโจทก์ร่วมในข้อหาตามมาตรา 267 จึงยุติ และโจทก์ร่วมไม่มีสิทธิที่จะฎีกาว่าอุทธรณ์ของโจทก์เป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อกฎหมายต่อไปอีกได้

ย่อคำพิพากษา

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137, 267, 91 ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยตามมาตรา 137 ให้ยกฟ้องข้อหาตามมาตรา 267 โจทก์อุทธรณ์ ส่วนโจทก์ร่วมมิได้อุทธรณ์ สิทธิอุทธรณ์ของโจทก์ร่วมในข้อหาตามมาตรา 267 จึงยุติ เมื่อศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าอุทธรณ์ของโจทก์ในข้อหาตามมาตรา 267 เป็นปัญหาข้อเท็จจริงต้องห้ามอุทธรณ์ โจทก์ร่วมจึงไม่มีสิทธิที่จะฎีกาว่าอุทธรณ์ของโจทก์เป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อกฎหมายต่อไปอีกได้

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.30 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.216

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๓๗, ๒๖๗, ๙๑ จำเลยให้การปฏิเสธ ระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น นางพรสมัย วานิชชัง ผู้เสียหายร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๓๗ จำคุก ๓ เดือน กรณีมีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ คงจำคุก ๒ เดือน คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า อุทธรณ์ของโจทก์ในข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๖๗ เป็นปัญหาข้อเท็จจริงที่ต้องห้ามอุทธรณ์ และข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่าจำเลยกระทำความผิดฐานแจ้งความเท็จ พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องสำหรับข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๓๗ ด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์และโจทก์ร่วมฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่โจทก์ร่วมฎีกาว่า อุทธรณ์ของโจทก์ในข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๖๗ นั้น เป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อกฎหมาย หาใช่เป็นปัญหาข้อเท็จจริงตามคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ไม่ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกอุทธรณ์ของโจทก์จึงไม่ชอบ ศาลฎีกาพิเคราะห์แล้วเห็นว่า เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๓๗ แต่ให้ยกฟ้องเฉพาะข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๖๗ แล้วนั้น โจทก์ได้ยื่นอุทธรณ์ ส่วนโจทก์ร่วมมิได้ยื่นอุทธรณ์ตามสิทธิที่โจทก์ร่วมมีอยู่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา การที่โจทก์ร่วมมิได้ใช้สิทธิอุทธรณ์ตามบทกฏหมายดังกล่าวจึงเป็นเรื่องที่โจทก์ร่วมมีความพอใจในคำพิพากษาของศาลชั้นต้นแล้ว สิทธิของโจทก์ร่วมในการอุทธรณ์ในข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๖๗ จึงเป็นยุติ ดังนั้น โจทก์ร่วมจึงไม่มีสิทธิที่จะฎีกาว่า อุทธรณ์ของโจทก์เป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อกฎหมายต่อไปอีกได้ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยฎีกาของโจทก์ร่วมในปัญหาดังกล่าว และวินิจฉัยข้อเท็จจริงว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๓๗ พิพากษาแก้ ให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1001/2532 พนักงานอัยการ จังหวัด มหาสารคาม โจทก์ นายพรสมัย วานิชชัง โจทก์ร่วม นางทองสี จันทรัง จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการ จังหวัด มหาสารคาม · โจทก์ร่วม - นายพรสมัย วานิชชัง · จำเลย - นางทองสี จันทรัง
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)มาโนช เพียรสนอง · ประมาณ ชันซื่อ · เจริญ นิลเอสงฆ์
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดมหาสารคาม - นายนิพันธ์ ช่วยสกุล · ศาลอุทธรณ์ - นายสุทธิ นิชโรจน์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 2152/2527ฎีกา 2546/2527ฎีกา 4681-4682/2528ฎีกา 3699-3739/2541ฎีกา 1917/2559ฎีกา 4887/2543ฎีกา 1238/2498ฎีกา 13725/2553ฎีกา 568/2528ฎีกา 8080/2538ฎีกา 2678/2522ฎีกา 5259/2546ฎีกา 1291/2482ฎีกา 618/2568ฎีกา 4/2533ฎีกา 1311/2540ฎีกา 3694/2553ฎีกา 54/2536ฎีกา 660/2491ฎีกา 1010/2493ฎีกา 1734-1735/2532ฎีกา 1228/2510ฎีกา 1330/2533ฎีกา 392/2512
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา