คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1289/2532
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การที่ทนายความทราบวันนัดและไม่มาศาล ถือว่าลูกความทราบวันนัดด้วย และหากลูกความไม่มาศาลโดยไม่มีเหตุอันสมควร ถือเป็นการจงใจไม่มาศาล แม้ทนายความจะทิ้งคดีโดยไม่แจ้งนัดให้ลูกความทราบ ก็ไม่อาจอ้างเป็นเหตุขอให้พิจารณาใหม่ได้
ย่อคำพิพากษา
ทนายจำเลยทั้งสองทราบวันนัดชี้สองสถานแล้ว แต่ไม่มีฝ่ายจำเลยมาศาลในวันนัด ศาลชั้นต้นจึงได้ ชี้สองสถานและนัดสืบพยานโจทก์ไป ถือได้ว่าทนายจำเลยทั้งสองทราบวันนัดสืบพยานโจทก์แล้วตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 183 วรรคสอง และถือว่าจำเลยทั้งสองทราบนัดด้วย การที่จำเลยทั้งสองไม่มาศาลในวันนัดสืบพยานโจทก์โดยไม่ปรากฏเหตุขัดข้อง จึงเป็นการจงใจไม่มาศาลแม้ทนายจำเลยทิ้งคดีตั้งแต่วันชี้สองสถานโดยไม่แจ้งนัดให้จำเลยทั้งสองทราบ จนเป็นเหตุให้จำเลยทั้งสองเสียหาย จำเลยทั้งสองก็จะอ้างเป็นเหตุขอให้พิจารณาใหม่หาได้ไม่
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินพร้อมค่าเสียหายและดอกเบี้ยตามฟ้องให้แก่โจทก์
จำเลยทั้งสองให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง จำเลยทั้งสองไม่ได้ยินยอมให้โจทก์ทำหนังสือค้ำประกันกับธนาคาร โจทก์คิดดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกำหนด จำเลยทั้งสองไม่เคยได้รับหนังสือบอกกล่าวบังคับจำนอง และฟ้องเคลือบคลุม ขอให้ยกฟ้อง
จำเลยทั้งสองขาดนัดพิจารณา
ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินตามฟ้องให้แก่โจทก์ หากไม่ชำระ ให้บังคับจำนอง
จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอให้พิจารณาใหม่
ศาลชั้นต้นยกคำร้อง
จำเลยทั้งสองอุทธรณ์คำสั่ง
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน
จำเลยทั้งสองฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เมื่อศาลชั้นต้นนัดชี้สองสถานในวันที่ ๒๐ มิถุนายน ๒๕๒๙ เวลา ๑๓.๓๐ นาฬิกา ทนายจำเลยทั้งสองได้ทราบวันนัดนั้นแล้วแต่เมื่อถึงวันนัดดังกล่าว ฝ่ายจำเลยไม่มีผู้ใดมาศาล ศาลชั้นต้นจึงทำการชี้สองสถานไป โดยให้นัดสืบพยานโจทก์ในวันที่ ๑ สิงหาคม ๒๕๒๙ เวลา ๐๙.๐๐ นาฬิกา ครั้นถึงวันนัดสืบพยานโจทก์คงมีแต่ทนายโจทก์มาศาล ฝ่ายจำเลยทังสองไม่มา ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งว่าจำเลยทั้งสองขาดนัดพิจารณา เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๘๓ วรรคสอง ได้บัญญัติว่า ให้คู่ความมาศาลในวันชี้สองสถาน ถ้าคู่ความฝ่ายใดไม่มาศาลให้ถือว่าได้ทราบกระบวนพิจารณาของศาลในวันนั้นแล้ว ดังนั้นเมื่อทนายจำเลยทั้งสองทราบกำหนดวันนัดชี้สองสถานแต่ไม่ได้มาศาลในวันนัดดังกล่าว จึงถือว่าทนายจำเลยทั้งสองทราบกำหนดวันสืบพยานโจทก์ ซึ่งศาลชั้นต้นได้กำหนดนัดในวันชี้สองสถานโดยชอบแล้ว เพราะทนายจำเลยถือว่าเป็นคู่ความอยู่ในฐานะจำเลย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑ (๑๑) มีอำนาจดำเนินกระบวนพิจารณาตามมาตรา ๑ (๗) เมื่อทนายจำเลยทั้งสองทราบวันนัดสืบพยานโจทก์แล้ว ก็ต้องถือว่าจำเลยทั้งสองทราบวันนัดดังกล่าวด้วย การที่ฝ่ายจำเลยทั้งสองไม่มาศาลในวันนัดสืบพยานโจทก์โดยไม่ปรากฏเหตุขัดข้อง จึงเป็นการจงใจไม่มาศาล ที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่าทนายจำเลยทั้งสองทิ้งคดีตั้งแต่วันชี้สองสถานแล้ว แต่ไม่ได้แจ้งวันนัดให้จำเลยทั้งสองทราบ ทำให้จำเลยทั้งสองได้รับความเสียหาย ศาลชั้นต้นจึงชอบที่จะทำการไต่สวนแล้วจึงมีคำสั่งนั้น เห็นว่า แม้ข้อเท็จจริงจะได้ความดังข้ออ้างของจำเลยทั้งสอง แต่เมื่อตามกฎหมายถือว่าจำเลยทั้งสองได้ทราบวันนัดดังกล่าวข้างต้นแล้ว จำเลยทั้งสองจะขอให้พิจารณาคดีใหม่หาได้ไม่ หากจำเลยทั้งสองได้รับความเสียหายจากการกระทำของทนายจำเลยอย่างไร ก็ชอบที่จะไปว่ากล่าวเอากับทนายความคนนั้น ที่ศาลล่างทั้งสองยกคำร้องของจำเลยทั้งสองจึงชอบแล้ว
พิพากษายืน
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1289/2532
บริษัทดุสิตบริการ จำกัด โจทก์
นายสุเมธ แผ่นสุวรรณ กับพวก จำเลย
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - บริษัทดุสิตบริการ จำกัด · จำเลย - นายสุเมธ แผ่นสุวรรณ กับพวก |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | สัมฤทธิ์ ไชยศิริ · ชูเชิด รักตะบุตร์ · เธียร ยูงทอง |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลแพ่ง - นายจรัญ หัตถกรรม · ศาลอุทธรณ์ - นายเพ็ง เพ็งนิติ |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา