⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1337/2532

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1337/2532

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การกระทำที่จำเลยตบหน้าผู้เสียหาย ไม่ใช่การกระทำเพื่อการอย่างใดอย่างหนึ่งตามที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับการชิงทรัพย์ จึงไม่เป็นความผิดฐานชิงทรัพย์ แต่เป็นความผิดฐานทำร้ายร่างกาย และการที่จำเลยนำรถยนต์ของผู้เสียหายไปโดยทุจริต ถือเป็นความผิดฐานลักทรัพย์

ย่อคำพิพากษา

ผู้เสียหายขับรถยนต์โดยสารไปส่งคนโดยสารที่ปลายทาง เมื่อจอดรถให้คนโดยสารลงแล้ว จำเลยเดินตรงมาตบหน้าผู้เสียหาย 1 ที ผู้เสียหายเปิดประตูลงจากรถเพื่อจะชกจำเลย จำเลยขึ้นไปบนรถขับรถแล่นวนไปวนมาในบริเวณที่เกิดเหตุประมาณ 5 นาที แล้วขับไปจอดทิ้งไว้ในทุ่งนาซึ่งมีป่าละเมาะห่างจากถนนประมาณครึ่งกิโลเมตร และห่างจากที่เกิดเหตุประมาณ 2 กิโลเมตร แสดงว่าจำเลยมีเจตนาเอารถยนต์ของผู้เสียหายไปโดยทุจริต แต่ไม่ปรากฏว่าจำเลยตบหน้าผู้เสียหายเพื่อการอย่างหนึ่งอย่างใดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339(1) ถึง (5) จำเลยจึงไม่มีความผิดฐานชิงทรัพย์ คงมีความผิดฐานทำร้ายผู้อื่นไม่ถึงกับเป็นอันตรายแก่กายตามมาตรา 391 กระทงหนึ่งและฐานลักทรัพย์ตามมาตรา 334 อีกกระทงหนึ่ง

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายอาญา ม.91 ประมวลกฎหมายอาญา ม.334 ประมวลกฎหมายอาญา ม.339 ประมวลกฎหมายอาญา ม.391

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยชิงรถยนต์กระบะราคา ๑๔๐,๐๐๐ บาทของนายทวี เมืองน้ำเที่ยง ผู้เสียหายไปโดยทุจริต โดยขู่เข็ญว่าในทันใดนั้นจะฆ่าผู้เสียหาย และตบหน้าผู้เสียหายหลายครั้ง ทั้งนี้เพื่อความสะดวกแก่การลักทรัพย์ พาทรัพย์นั้นไปให้ยื่นให้ซึ่งทรัพย์และเพื่อให้พ้นจากการจับกุม ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๓๓๙ จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๓๓๙ จำคุก ๕ ปี จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๙๑ จำคุก ๑ เดือน โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยข้อกฎหมายว่า ฟังได้ว่าจำเลยตบหน้าผู้เสียหาย๑ ที แล้วขึ้นนั่งขับรถยนต์ผู้เสียหายแล่นวนไปวนมาในบริเวณที่เกิดเหตุประมาณ ๕ นาที จึงขับรถแล่นไปทางอำเภอหนองสองห้องคงมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยว่า จำเลยขับรถผู้เสียหายไปโดยมีเจตนาทุจริตหรือไม่ โจทก์มีนายเคน ขุนแก้ว เบิกความว่าวันเกิดเหตุเวลาประมาณ ๑๐ นาฬิกา นายโฮมผู้ใหญ่บ้านไปแจ้งต่อพยานว่ามีคนเอารถยนต์มาทิ้งไว้ในเขตหมู่บ้าน พยานออกไปตรวจดู จำได้ว่าเป็นรถผู้เสียหายข้าง ๆ รถมีโคลนตมจึงนำรถไปมอบให้เจ้าพนักงานตำรวจภายหลังทราบว่าจำเลยนำรถผู้เสียหายไปทิ้งไว้ พันตำรวจตรีเดชาเบิกความว่า เมื่อรับแจ้งความจากผู้เสียหายแล้วพยานได้ไปยังที่เกิดเหตุ พบรถที่ถูกชิงไปจอดอยู่ห่างจากที่เกิดเหตุประมาณ ๑ กิโลเมตร พยานได้ทำแผนที่สังเขปประกอบคดีตามเอกสารหมาย ป.จ.๑ และทำบันทึกการตรวจสถานที่เกิดเหตุตามเอกสารหมาย ป.จ.๒ เห็นว่านายเคนเป็นกำนันตำบลเมืองพล รู้จักผู้เสียหายและจำเลย ส่วนพันตำรวจตรีเดชาได้ทำแผนที่สังเขปและทำบันทึกการตรวจสถานที่เกิดเหตุ เอกสารหมาย ป.จ.๑ และ ป.จ.๒ ในวันเกิดเหตุ จำเลยไม่ได้เถียงว่าแผนที่สังเขป เอกสารหมาย ป.จ.๑ และบันทึกการตรวจสถานที่เกิดเหตุเอกสารหมาย ป.จ.๒ ไม่ถูกต้อง ประกอบกับนายเคนพยานโจทก์เบิกความตอบคำถามค้านว่า จากที่เกิดเหตุถึงบริเวณที่พยานพบรถห่างกันประมาณ ๒ กิโลเมตร รถหันหน้าไปทางทิศใต้ห่างจากถนนราดยางประมาณครึ่งกิโลเมตร ดังนี้ สถานที่ที่นายเคนพบรถจึงใกล้เคียงกับแผนที่สังเขปเอกสารหมาย ป.จ.๑ และบันทึกการตรวจสถานที่เกิดเหตุเอกสารหมาย ป.จ.๒ เชื่อว่าพันตำรวจตรีเดชาทำแผนที่สังเขปเอกสารหมาย ป.จ.๑ และบันทึกการตรวจสถานที่เกิดเหตุเอกสารหมาย ป.จ.๒ เชื่อว่าพันตำรวจตรีเดชาทำแผนที่สังเขปเอกสารหมาย ป.จ.๑ และบันทึกการตรวจสถานที่เกิดเหตุเอกสารหมาย ป.จ.๒ ตรงตามความจริง ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า เมื่อจำเลยขับรถผู้เสียหายแล่นออกจากบ้านชาดไปทางอำเภอหนองสองห้องแล้วจำเลยได้ขับรถแล่นลงจากถนนสายเมืองพล-หนองสองห้อง ไปจอดไว้ในทุ่งนาซึ่งมีป่าละเมาะพฤติการณ์ของจำเลยดังกล่าวประกอบกับจำเลยได้หลบหนีไปอยู่ที่อื่นแสดงให้เห็นว่าจำเลยมีเจตนาเอาทรัพย์ของผู้อื่นไปโดยทุจริต จึงมีความผิดฐานลักทรัพย์ แต่ข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าจำเลยตบหน้าผู้เสียหายเพื่อการอย่างหนึ่งอย่างใดใน ๕ ประการตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๓๓๙(๑) ถึง (๕) จำเลยจึงไม่มีความผิดฐานชิงทรัพย์ คงมีความผิดฐานทำร้ายผู้อื่นไม่ถึงกับเป็นอันตรายแก่กาย ตามมาตรา ๓๙๑ กระทงหนึ่ง และฐานลักทรัพย์ตามมาตรา ๓๓๔ อีกกระทงหนึ่งเท่านั้น พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๓๓๔ อีกกระทงหนึ่ง ให้จำคุก ๑ ปี ๖ เดือน รวมเป็นจำคุก ๑ ปี ๗ เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1337/2532 พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดขอนแก่น (อำเภอพล) โจทก์ นายวิทยาหรือพิทยาหรือป่อง เกตุเลขา จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดขอนแก่น (อำเภอพล) · จำเลย - นายวิทยาหรือพิทยาหรือป่อง เกตุเลขา
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)บุญส่ง วรรณกลาง · ประชา บุญวนิช · เธียร ยูงทอง
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดขอนแก่น - นางสาวปิยกุล บุญเพิ่ม · ศาลอุทธรณ์ - นายชลิต ประไพศาล
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 9026/2553ฎีกา 709/2482ฎีกา 5616/2550ฎีกา 7570/2541ฎีกา 3345/2535ฎีกา 2530/2527ฎีกา 7722/2544ฎีกา 2165/2531ฎีกา 4180/2548ฎีกา 5305/2539ฎีกา 1268/2515ฎีกา 1699/2525ฎีกา 1715/2545ฎีกา 213/2554ฎีกา 6355/2544ฎีกา 1875/2547ฎีกา 8297/2540ฎีกา 18654/2555ฎีกา 2766/2546ฎีกา 8833/2554ฎีกา 3864/2546ฎีกา 778/2519ฎีกา 831/2532ฎีกา 2664/2520
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา