⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 2162/2532

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2162/2532

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
- ศาลมีอำนาจสั่งงดสืบพยานได้หากเห็นว่าพยานนั้นไม่จำเป็นหรือไม่เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา - หน่วยงานของรัฐต้องร่วมรับผิดในความเสียหายที่เจ้าหน้าที่ของตนกระทำละเมิดในทางการงาน แม้หน่วยงานนั้นจะไม่ได้ร่วมกระทำละเมิดโดยตรงก็ตาม - ผู้เสียหายจากการละเมิดต่อร่างกายมีสิทธิได้รับชดใช้ค่าใช้จ่ายและค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายอย่างอื่นอันมิใช่ตัวเงิน โดยไม่คำนึงถึงฐานะและรายได้ของผู้เสียหาย

ย่อคำพิพากษา

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้งดสืบพยานจำเลยรวม 5 ปากเพราะพยานเหล่านี้กับพยานที่จำเลยที่ 1 และที่ 5 นำเข้าสืบแล้วกับตัว จำเลยที่ 1 เป็นพยานคู่กันแม้สืบไปก็ได้ความเหมือนกับที่จำเลยที่ 1 กับพวกเบิกความมาแล้ว ทั้งข้อเท็จจริงได้ความจากคำให้การของพยานดังกล่าว ในสำนวนสอบสวนเพื่อพิจารณาทัณฑ์ทางวินัยแก่จำเลยที่ 1 ว่าพยานเหล่านี้ไม่เห็นเหตุการณ์ขณะเกิดเหตุ แต่มารู้เห็นเมื่อเกิดเหตุแล้วการที่จะสืบพยานเหล่านี้ไปจึงไม่เป็นประโยชน์แก่คดี และเป็นการฟุ่มเฟือยเกินไปคำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้งดสืบพยานดังกล่าวจึงชอบแล้ว โจทก์และจำเลยที่ 1 เป็นนักเรียนโรงเรียนพลตำรวจภูธร 4 ของกรมตำรวจจำเลยที่ 5 การที่จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 5 การฝึกชัยยะ เป็นการปฏิบัติหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ในฐานะนักเรียนพลตำรวจตามคำสั่งและนโยบายของจำเลยที่ 5 เมื่อการปฏิบัติหน้าที่ของจำเลยที่ 1 เกิดความเสียหายขึ้นก็เรียกได้ว่าจำเลยที่ 1 ทำละเมิดในหน้าที่การงาน กรมตำรวจ จำเลยที่ 5 แม้ไม่ได้ร่วมทำละเมิดและมิได้เป็นลูกจ้างนายจ้างหรือตัวแทนก็จำต้องร่วมรับผิดเสียค่าสินไหมทดแทน เพื่อความเสียหายนั้นด้วยตามนัยแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 76 การที่ปืนในความครอบครองของจำเลยที่ 1 ลั่นขึ้น และโจทก์ได้รับอันตรายสาหัสเป็นการทำให้โจทก์เสียหายแก่ร่างกายซึ่ง ตามมาตรา 444 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ โจทก์ชอบที่จะได้รับชดใช้ค่าใช้จ่ายอันตนต้องเสียไป กับเรียกร้องเอาค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายอย่างอื่นอันมิใช่ตัวเงินตามที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 446 บัญญัติไว้ได้ การวินิจฉัยถึงค่าใช้จ่ายและค่าเสียหายไม่มีกฎหมายใดบัญญัติว่าจะต้องคำนึงถึงฐานะและรายได้ของผู้เสียหาย

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.86 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.95 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.76 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.420 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.444 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.446

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งห้าร่วมทำละเมิดต่อโจทก์ ขอให้บังคับจำเลยทั้งห้าร่วมกันชำระเงิน ๕๐๒,๙๕๗.๕๐ บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยจะชำระเงินให้โจทก์เสร็จ จำเลยทั้งห้าให้การว่า ที่เกิดเหตุขึ้นเพราะเหตุสุดวิสัย โจทก์สมัครเข้ารับราชการตำรวจโดยรู้อยู่แล้วว่าต้องฝึกภาคสนามซึ่งอาจเกิดอุบัติเหตุได้โจทก์ยอมเสี่ยงเข้ารับภัยเอง เมื่อเกิดเหตุจากการปฏิบัติหน้าที่ราชการ จำเลยจึงไม่ได้ทำละเมิดต่อโจทก์ โจทก์เสียหายไม่เกิน ๒๐,๐๐๐ บาท ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ ๑ และที่ ๕ ร่วมกันชำระเงิน ๔๓๐,๙๕๗.๕๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเงินเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยที่ ๑ และที่ ๕ ร่วมกันชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ ๒๐,๐๐๐ บาท ฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ ๒ ที่ ๓ และที่ ๔ ให้ยกค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์และจำเลยที่กล่าวแล้วให้เป็นพับ จำเลยที่ ๑ และที่ ๕ อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยที่ ๑ และจำเลยที่ ๕ ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยที่ ๑ และที่ ๕ ฎีกาในข้อแรกว่าศาลชั้นต้นมีคำสั่งงดสืบสิบตำรวจเอกธนวัฒน์ สิมสวัสดิ์ จำเลยที่ ๓ พลฯ บรรจง บุตรผล พลฯ รัชตะ งามสงวน และพลฯ วิบูลย์ ชำนิงาน พยานซึ่งอยู่ใกล้ชิดที่เกิดเหตุเป็นการไม่ชอบนั้น ศาลฎีกาเห็นว่าพยานเหล่านี้กับสิบตำรวจตรีสุระทัย วิชาผงสิบตำรวจโทบรรเลง พรหมมิน พยานที่จำเลยที่ ๑ และที่ ๕ นำเข้าสืบแล้วกับตัวจำเลยที่ ๑ เป็นพยานคู่กัน การที่จำเลยที่ ๑ และที่ ๕ จะนำพยานเหล่านี้เข้าสืบอีกจึงไม่จำเป็น และเป็นการฟุ่มเฟือยเพราะยืมไปก็ได้ความเหมือนกับที่ จำเลยที่ ๑ กับพวกเบิกความมาแล้ว ทั้งข้อเท็จจริงได้ความจากคำให้การของสิบตำรวจเอกธนวัฒน์ พลฯ บรรจง และพลฯ รัชตะในสำนวนสอบสวนเพื่อพิจารณาทัณฑ์ทางวินัยแก่จำเลยที่ ๑ ว่าพยานเหล่านี้ไม่เห็นเหตุการณ์ขณะเกิดเหตุ แต่มารู้เห็นเมื่อเกิดเหตุแล้ว การที่จะสืบพยานเหล่านี้ไปจึงไม่เป็นประโยชน์แก่คดีจำเลยที่ ๑ และจำเลยที่ ๕ แต่ประการใด ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้งดสืบพยานเหล่านี้จึงชอบแล้ว ฎีกาจำเลยในปัญหาข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ข้อที่กรมตำรวจจำเลยที่ ๕ ฎีกาว่า จำเลยที่ ๕ ไม่ต้องร่วมรับผิดในผลแห่งละเมิดของจำเลยที่ ๑ นั้น คดีฟังข้อเท็จจริงได้ว่า โจทก์และจำเลยที่ ๑ เป็นนักเรียนโรงเรียนพลตำรวจภูธร ๔ ของจำเลยที่ ๕ ทางราชการกรมตำรวจมีคำสั่งบรรจุแต่งตั้งให้โจทก์และจำเลยที่ ๑ เป็นพลตำรวจสำรอง การฝึกชัยยะของนักเรียนพลตำรวจเป็นไปตามคำสั่งของจำเลยที่ ๕ เพื่อวัตถุประสงค์ให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าใจเรื่องการใช้อาวุธต่อสู้ปราบปรามผู้ก่อการร้ายและรักษาความสงบภายใน กับเพิ่มพูนสมรรถภาพของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ตามนโยบายของจำเลยที่ ๕ ดังนี้เห็นได้ว่า จำเลยที่ ๑ เป็นเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ ๕ การฝึกชัยยะเป็นการปฏิบัติหน้าที่ของจำเลยที่ ๑ ในฐานะนักเรียนพลตำรวจตามคำสั่งและนโยบายของจำเลยที่ ๕ เมื่อการปฏิบัติหน้าที่ของจำเลยที่ ๑ เกิดความเสียหายขึ้นก็เรียกได้ว่าจำเลยที่ ๑ ทำละเมิดในหน้าที่การงาน กรมตำรวจ จำเลยที่ ๕ แม้ไม่ได้ร่วมทำละเมิดและมิได้เป็นลูกจ้าง นายจ้างหรือตัวแทนดังที่ฎีกาก็จำต้องร่วมรับผิดเสียค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายนั้นด้วย ทั้งนี้ตามนัยแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๗๖ ข้อที่จำเลยที่ ๑ และที่ ๕ ฎีกาว่า ค่าเสียหายในการที่โจทก์ต้องเปลี่ยนท่อปัสสาวะพร้อมถุงพลาสติกและค่าสินไหมทดแทนกรณีโจทก์ต้องทนทุกข์เวทนาที่ต้องหิ้วถุงปัสสาวะไปตลอดชีวิต หมดความรู้สึกทางเพศ และเสียความสามารถในการสืบพันธุ์ตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์สูงเกินสมควรเพราะไม่คำนึงถึงฐานะและรายได้ของโจทก์เป็นการไม่ชอบนั้น ศาลฎีกาเห็นว่า การที่ปืนในความครอบครองของจำเลยที่ ๑ ลั่นขึ้นและโจทก์ได้รับอันตรายสาหัสเป็นการทำให้โจทก์เสียหายแก่ร่างกายซึ่งตามมาตรา ๔๔๔ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ โจทก์ชอบที่จะได้รับชดใช้ค่าใช้จ่ายอันตนต้องเสียไป กับเรียกร้องเอาค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายอย่างอื่นอันมิใช่ตัวเงินตามที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๔๔๖ บัญญัติไว้ได้การวินิจฉัยถึงค่าใช้จ่ายและค่าเสียหายดังกล่าวไม่มีกฎหมายใดบัญญัติว่าจะต้องคำนึงถึงฐานะและรายได้ของผู้ต้องเสียหายด้วย ดังนี้ คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ในปัญหาที่กล่าวจึงไม่ขัดต่อกฎหมาย ทั้งจำนวนเงินที่กำหนดให้ก็มิได้สูงเกินสมควรดังที่ฎีกา ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยคดีชอบแล้ว ฎีกาจำเลยที่ ๑ และที่ ๕ ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2162/2532 พลตำรวจสำรองสินพร นาคถาวร โจทก์ พลตำรวจสำรองศุภชัย โชติมุข กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พลตำรวจสำรองสินพร นาคถาวร · จำเลย - พลตำรวจสำรองศุภชัย โชติมุข กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)เดชา สุวรรณโณ · สวัสดิ์ รอดเจริญ · ส่อง สุขะปุณณพันธ์
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดขอนแก่น - นายบุญศรี แก้วสาร · ศาลอุทธรณ์ - นายสุนทร จันทรศักดิ์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 4976/2536ฎีกา 681/2506ฎีกา 4715/2542ฎีกา 4359/2540ฎีกา 22/2511ฎีกา 4513/2533ฎีกา 3007/2525ฎีกา 3651/2526ฎีกา 1195/2535ฎีกา 2834/2527ฎีกา 246/2530ฎีกา 8203/2538ฎีกา 1538/2518ฎีกา 1889/2511ฎีกา 149/2526ฎีกา 1124/2479ฎีกา 7335/2538ฎีกา 3452/2537ฎีกา 861/2540ฎีกา 1145/2512ฎีกา 898/2534ฎีกา 307/2513ฎีกา 1660/2518ฎีกา 560/2529
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา