⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 2333/2532

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2333/2532

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
ดอกเบี้ยที่เรียกร้องเกินอัตราที่กฎหมายกำหนดไว้เป็นโมฆะ โจทก์มีสิทธิเรียกร้องได้เฉพาะต้นเงินเท่านั้น. การอ้างว่าได้ชำระหนี้แทนโจทก์เพื่อหักกลบลบหนี้ จะฟังได้ต่อเมื่อจำเลยได้กล่าวในคำให้การขอให้ศาลหักกลบลบหนี้ หรือโดยการฟ้องแย้งเท่านั้น.

ย่อคำพิพากษา

เช็คพิพาทที่สั่งจ่ายเพื่อชำระหนี้เดิมซึ่งจำเลยกู้เงินโจทก์โดยมีดอกเบี้ย ร้อยละ 3 ต่อเดือน รวมอยู่ในจำนวนเงินที่ลงไว้ในเช็ค ด้วย นั้น ดอกเบี้ย ทั้งหมดย่อมตก เป็นโมฆะเพราะวัตถุประสงค์ในการเรียกดอกเบี้ย เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งตาม พระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. 2475 มาตรา 3 โจทก์มีสิทธิเรียกร้องเฉพาะ ต้นเงินเท่านั้น แม้จำเลยจะให้การและนำสืบว่าได้ นำเงิน 110,000 บาท ไปเข้าบัญชีโจทก์เพื่อชำระหนี้จำนองแทนโจทก์ ก็จะถือว่าจำเลยชำระเงินกู้ยืมต่อ โจทก์เป็นเงิน 110,000 บาท แล้วจำเลยไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์อีกหาได้ไม่ เพราะจำเลยมิได้กล่าวในคำให้การขอให้ศาลหักกลบลบหนี้ให้จำเลยหรือโดยการฟ้องแย้ง จึงไม่เป็นประเด็นแห่งคดีที่ศาลจะบังคับให้เป็นไปตาม ที่จำเลยให้การเช่นนั้นได้

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.142 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.177 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.341 พระราชบัญญัติสุรา พ.ศ.2475 ม.3 พระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2475 ม.3

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยสั่งจ่ายเช็คธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด สาขาศรีสะเกษ ลงวันที่ ๙ พฤษภาคม ๒๕๒๖ จำนวนเงิน ๒๒๑,๐๐๐ บาท เพื่อชำระหนี้ให้โจทก์ เมื่อเช็คถึงกำหนดโจทก์นำเช็คเข้าบัญชี ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน จึงฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน ๒๓๔,๘๑๒ บาทกับดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีในต้นเงิน ๒๒๑,๐๐๐ บาท นับจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยให้การว่า จำเลยกู้ยืมเงินจากโจทก์ ๑๑๗,๐๐๐ บาท โจทก์ให้จำเลยสั่งจ่ายเช็คจำนวน ๑๑๗,๐๐๐ บาท มอบให้โจทก์ไว้แทนสัญญากู้ยืมเงินโดยคิดดอกเบี้ยร้อยละ ๓ ต่อเดือน การชำระดอกเบี้ยให้ชำระเป็นรายเดือน ถ้าครบกำหนดแล้วไม่ชำระโจทก์จะเอาดอกเบี้ยที่ค้างชำระทบเข้ากับต้นเงินเดิมเป็นต้นเงินใหม่แล้วให้จำเลยสั่งจ่ายเช็คฉบับใหม่ตามจำนวนต้นเงินใหม่ให้โจทก์ โจทก์จำเลยปฏิบัติต่อกันเช่นนี้ตลอดมาจนกระทั่งจำเลยสั่งจ่ายเช็คพิพาทซึ่งเป็นเช็คฉบับที่ ๗ และฉบับสุดท้าย เช็คพิพาทจึงเป็นเช็คที่จำเลยสั่งจ่ายเงินเพื่อชำระหนี้เงินที่จำเลยกู้ยืมจากโจทก์โดยมีดอกเบี้ยร้อยละสามต่อเดือนรวมอยู่ในจำนวนเงินที่ลงไว้ในเช็คด้วย นอกจากนี้จำเลยได้นำเงิน ๑๑๐,๐๐๐ บาทไปเข้าบัญชีของโจทก์ที่ธนาคารกรุงไทย จำกัด สาขาศรีสะเกษ เพื่อชำระหนี้จำนองแทนโจทก์และเพื่อมิให้มีการขายทอดตลาดที่ดินที่จำนองซึ่งจำเลยเป็นผู้เช่าซื้อ และจำเลยได้ชำระดอกเบี้ยให้โจทก์อีก ๗,๐๐๐ บาท เช็คพิพาทจึงปราศจากมูลหนี้แล้ว ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน ๑๑๗,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีในต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิจารณาแล้วพิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยข้อเท็จจริงโดยฟังว่า เช็คพิพาทเป็นเช็คที่สั่งจ่ายเพื่อชำระหนี้เดิมซึ่งจำเลยกู้เงินโจทก์โดยมีดอกเบี้ยร้อยละ ๓ ต่อเดือน รวมอยู่ในจำนวนเงินที่ลงไว้ในเช็คนั้นด้วย ดอกเบี้ยทั้งหมดย่อมตกเป็นโมฆะ เพราะวัตถุประสงค์ในการเรียกดอกเบี้ยเป็นการต้องห้ามชัดแจ้งตามพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. ๒๔๗๕ มาตรา ๓ โจทก์ผู้ให้กู้คงมีสิทธิเรียกร้องแต่เฉพาะต้นเงินเท่านั้นส่วนตามที่จำเลยนำสืบว่าจำเลยนำเงิน ๑๑๐,๐๐๐ บาท ไปเข้าบัญชีของโจทก์ที่ธนาคารกรุงไทย จำกัด สาขาศรีสะเกษ เพื่อชำระหนี้จำนองแทนโจทก์และเพื่อมิให้มีการขายทอดตลาดที่ดินของโจทก์ซึ่งจำเลยเป็นผู้เช่าซื้อ จึงถือว่าจำเลยชำระหนี้เงินกู้ยืมต่อโจทก์เป็นเงิน ๑๑๐,๐๐๐ บาท แล้วนั้นเห็นว่า จำเลยได้ให้การไว้เพียงว่า " จำเลยได้นำเงิน ๑๑๐,๐๐๐ บาทไปเข้าบัญชีของโจทก์ที่ธนาคารกรุงไทย จำกัด สาขาศรีสะเกษเพื่อชำระหนี้จำนองแทนโจทก์และเพื่อมิให้มีการขายทอดตลาดที่ดินที่จำนองซึ่งจำเลยเป็นผู้เช่าซื้อ" เท่านั้น มิได้ขอบังคับให้ศาลหักกลบลบหนี้ให้จำเลยหรือโดยการฟ้องแย้ง จึงไม่เป็นประเด็นแห่งคดีที่ศาลจะบังคับให้เป็นไปตามที่จำเลยให้การเช่นนั้นได้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์ ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย พิพากษากลับ ให้จำเลยชำระเงิน ๑๑๗,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีในต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ ๒๓ พฤษภาคม ๒๕๒๖ จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2333/2532 นายสง่า วัชราภรณ์ โจทก์ นายแก้ว สีหบัณฑ์ จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นายสง่า วัชราภรณ์ · จำเลย - นายแก้ว สีหบัณฑ์
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)พัลลภ พิสิษฐ์สังฆการ · บุญส่ง คล้ายแก้ว · ประชา บุญวนิช
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดศรีสะเกษ - นายสมควร วิเชียรวรรณ · ศาลอุทธรณ์ - นายจองทรัพย์ เที่ยงธรรม
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 2749/2538ฎีกา 1721/2528ฎีกา 1452/2511ฎีกา 3206/2537ฎีกา 1342/2509ฎีกา 1879/2542ฎีกา 2834/2527ฎีกา 7903/2568ฎีกา 3099/2524ฎีกา 2572/2541ฎีกา 1360/2544ฎีกา 1765/2492ฎีกา 861/2540ฎีกา 2520/2544ฎีกา 7051/2540ฎีกา 72/2505ฎีกา 1733/2498ฎีกา 2709/2538ฎีกา 6058/2538ฎีกา 1959/2529ฎีกา 2610/2538ฎีกา 4484/2536ฎีกา 9571/2544ฎีกา 5494/2541
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา