⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 2559/2532

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2559/2532

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
ประชาชนผู้มีที่ดินติดถนนสาธารณะย่อมมีสิทธิใช้ประโยชน์จากถนนสาธารณะนั้น และหากถูกปิดกั้นจนไม่อาจใช้ประโยชน์ได้ตามปกติ ย่อมได้รับความเสียหายเป็นพิเศษและมีอำนาจฟ้องให้รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างได้ การปลูกสร้างสิ่งกีดขวางในที่สาธารณะเป็นการละเมิดที่ยังคงมีอยู่ตลอดไปจนกว่าจะรื้อถอน

ย่อคำพิพากษา

แม้ถนนสาธารณะจะอยู่ในความดูแลของสุขาภิบาล แต่ประชาชนทั่วไปก็มีสิทธิใช้ประโยชน์ร่วมกัน โดยเฉพาะโจทก์ซึ่งมีที่ดินและบ้านเรือนอยู่ติดถนนสาธารณะดังกล่าวย่อมได้รับประโยชน์จากการใช้ถนนสาธารณะนั้นยิ่งกว่าบุคคลทั่วไป การที่จำเลยปลูกสร้างโรงเรือนปิดกั้นถนนสาธารณะเป็นเหตุให้โจทก์ไม่อาจใช้ประโยชน์ได้ตามปกติ โจทก์ย่อมได้รับความเสียหายเป็นพิเศษ จึงมีอำนาจฟ้องให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปได้ การที่จำเลยปลูกสร้างโรงเรือนลงในที่พิพาทอันเป็นถนนสาธารณะเป็นการละเมิดสิทธิของโจทก์ในอันที่จะใช้ประโยชน์จากที่พิพาทดังกล่าว เมื่อจำเลยยังไม่รื้อถอนโรงเรือนออกจากที่พิพาท การกระทำละเมิดของจำเลยยังคงมีอยู่ตลอดไป คดีโจทก์ไม่ขาดอายุความ

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.55 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.420 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.448 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1304

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้ห้ามจำเลยมิให้เกี่ยวข้องขัดขวางถนนสาธารณะกับใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งแปดเป็นเงิน ๔๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยให้การว่า ที่พิพาทเป็นที่ดินของจำเลย คดีโจทก์ขาดอายุความโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง คำฟ้องเกี่ยวกับค่าเสียหายเคลือบคลุม ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ที่พิพาทเป็นถนนสาธารณะ ให้จำเลยรื้อถอนบ้านออกไปจากที่พิพาท ห้ามเกี่ยวข้อง ให้ใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ ๒,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยจนกว่าจะชำระเสร็จ คำขออื่นให้ยก จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาแรกที่ว่าฟ้องโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่จำเลยฎีกาว่าโจทก์บรรยายฟ้องเรื่องค่าเสียหายไม่ชัดเจนว่า โจทก์ค้าขายสินค้าประเภทใด และได้รับความเสียหายจากการบรรทุกสินค้าเข้าออกอย่างไร เป็นจำนวนเท่าใด ยากที่จำเลยจะเข้าใจ จึงเป็นฟ้องที่เคลือบคลุมนั้น เห็นว่า ฟ้องโจทก์ได้บรรยายถึงลักษณะความเสียหายที่โจทก์จะพึงได้รับจากการที่จำเลยปลูกสร้างโรงเรือนลงในที่พิพาทเป็นเหตุให้โจทก์ไม่สามารถใช้ประโยชน์ในการนำสินค้าเข้าออกได้ตามปกติ เป็นการแสดงแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาพอที่จะให้จำเลยเข้าใจได้ ส่วนรายละเอียดของความเสียหายเป็นเรื่องที่อาจนำสืบได้ในชั้นพิจารณา ฟ้องโจทก์จึงหาเคลือบคลุมไม่ ส่วนปัญหาที่ว่า ที่พิพาทเป็นถนนสาธารณะหรือไม่นั้น พยานโจทก์นอกจากจะมีตัวโจทก์แล้ว ยังมีร้อยตรีอนุกูล สุภาไชยกิจ ซึ่งเคยเป็นนายอำเภอฉวาง และนายศุภชัย แซ่หลี ซึ่งเคยเป็นกรรมการสุขาภิบาลตำบลไม้เรียงเบิกความตรงกันว่า ที่พิพาทเป็นถนนสาธารณะประชาชนทั่วไปใช้สัญจรตลอดมาเป็นเวลา ๓๐ ปี สุขาภิบาลใช้รถยนต์เข้าไปเก็บกวาดขยะและเป็นทางเข้าออกโรงเรียนเจริญมิตรซึ่งอยู่ทางทิศตะวันออกของที่พิพาทอีกด้วย และเมื่อพิจารณาแผนที่หลังโฉนดที่ดินของโจทก์เอกสารหมาย จ.๒ จ.๖ จ.๗ จ.๗/๑ และ จ.๘ซึ่งที่ดินดังกล่าวเหล่านี้อยู่ติดกับที่พิพาททั้งทางทิศเหนือและทางทิศใต้ โดยแผนที่หลังโฉนดด้านที่ติดที่พิพาทระบุไว้ชัดว่ามีเขตติดต่อกับถนนสาธารณะ ประกอบกับแผนผังแสดงบริเวณเขตเพลิงไหม้และบริเวณใกล้เคียงรวมถึงรูปลักษณะของที่พิพาทตามเอกสารหมายปจ.๑ และ จ.๓ แล้ว ฟังได้แน่ชัดว่าที่พิพาทเป็นถนนสาธารณะซึ่งประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกันดังที่โจทก์นำสืบ หาใช่เป็นที่ส่วนตัวของจำเลยไม่ ที่จำเลยฎีกาว่า โจทก์ไม่ใช่ผู้เสียหายจึงไม่มีอำนาจฟ้องนั้นเห็นว่า แม้ที่พิพาทจะเป็นถนนสาธารณะซึ่งอยู่ในความดูแลของสุขาภิบาลก็ตาม แต่ประชาชนทั่วไปก็มีสิทธิใช้ประโยชน์ร่วมกันโดยเฉพาะโจทก์ซึ่งมีที่ดินและบ้านเรือนอยู่ติดถนนพิพาทย่อมได้รับประโยชน์จากการใช้ถนนพิพาทยิ่งกว่าบุคคลทั่วไป การที่จำเลยปลูกสร้างโรงเรือนปิดกั้นที่พิพาทเป็นเหตุให้โจทก์ไม่อาจใช้ประโยชน์ได้ตามปกติ โจทก์ย่อมได้รับความเสียหายเป็นพิเศษ จึงมีอำนาจฟ้องให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปได้ ที่จำเลยฎีกาเรื่องค่าเสียหายว่า ศาลอุทธรณ์กำหนดให้จำเลยชดใช้แก่โจทก์ที่ ๓ เป็นจำนวนมากเกินไปนั้น เห็นว่าที่ดินและบ้านของโจทก์ที่ ๓ อยู่ติดกับโรงเรือนที่จำเลยปลูกสร้างลงบนที่พิพาท หลังคาของเรือนจำเลยยื่นล้ำเข้าไปใต้กันสาดบ้านโจทก์ที่ ๓ ทำให้ประตูด้านข้างเปิดเข้าออกเพื่อขนถ่ายสินค้าไม่ได้เช่นปกติ เห็นได้ว่า นอกจากโจทก์ที่ ๓ ไม่อาจจะใช้ประโยชน์จากที่พิพาทแล้ว ยังไม่อาจจะใช้ประโยชน์จากทรัพย์สินของตนอีกด้วยฉะนั้นที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ที่ ๓เป็นเงิน ๒,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยเป็นการสมควรแก่กรณีแล้ว ปัญหาสุดท้ายเรื่องอายุความจำเลยฎีกาว่า จำเลยสร้างโรงเรือนลงในที่พิพาทตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๒๓ กรณีเป็นเรื่องละเมิด โจทก์ฟ้องเกิน ๑ ปี นับแต่วันละเมิด คดีโจทก์จึงขาดอายุความ พิเคราะห์แล้วเห็นว่า การที่จำเลยปลูกสร้างโรงเรือนลงในที่พิพาทอันเป็นการละเมิดสิทธิของโจทก์ในอันที่จะใช้ประโยชน์จากที่พิพาท เมื่อจำเลยยังไม่รื้อถอนโรงเรือนออกจากที่พิพาท การกระทำละเมิดของจำเลยยังคงมีอยู่ตลอดไป คดีโจทก์หาขาดอายุความไม่ ศาลล่างทั้งสองพิพากษาชอบแล้ว ฎีกาจำเลยฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2559/2532 นายวิรัตน์ บุญนำ ที่ 1 กับพวก โจทก์ นางสมัคร บุญนำ จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นายวิรัตน์ บุญนำ ที่ 1 กับพวก · จำเลย - นางสมัคร บุญนำ
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ดุสิต วราโห · เสริมพงศ์ วรยิ่งยง · เกียรติ จาตนิลพันธุ์
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดทุ่งสง - นายประทีป อุ่นใหม่ · ศาลอุทธรณ์ - นายไมตรีย์ โมรรัต
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 5692/2538ฎีกา 4976/2536ฎีกา 681/2506ฎีกา 4715/2542ฎีกา 2439/2531ฎีกา 9815/2555ฎีกา 22/2511ฎีกา 8688/2551ฎีกา 5095/2556ฎีกา 4513/2533ฎีกา 8777/2548ฎีกา 6560/2555ฎีกา 2834/2527ฎีกา 1968/2533ฎีกา 7466/2538ฎีกา 8875/2542ฎีกา 246/2530ฎีกา 1538/2518ฎีกา 1889/2511ฎีกา 8680/2551ฎีกา 7335/2538ฎีกา 861/2540ฎีกา 1036/2506ฎีกา 863/2524
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา