⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 2561/2532

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2561/2532

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การที่บุคคลหนึ่งได้ครอบครองที่ดินของผู้อื่นโดยสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของ หากเจ้าของที่ดินเดิมได้ฟ้องร้องคดีเพื่อเอาคืนซึ่งการครอบครองนั้น ต้องฟ้องภายในหนึ่งปีนับแต่วันที่ถูกแย่งการครอบครอง มิฉะนั้นจะหมดสิทธิฟ้องร้อง.

ย่อคำพิพากษา

โจทก์ได้นำเจ้าพนักงานรังวัดที่ดินพิพาทเพื่อออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ แม้จำเลยได้ลงชื่อรับรองแนวเขตที่ดินในฐานะเจ้าของที่ดินข้างเคียงซึ่งเป็นการยอมรับสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทของโจทก์แล้วก็ตาม แต่อีกสองเดือนถัดมาจำเลยก็ได้คัดค้าการที่ทางราชการจะออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์สำหรับที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ อันเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ในที่ดินพิพาท และจำเลยได้เข้าครอบครองทำกินในที่ดินพิพาทตลอดมาเช่นนี้ เมื่อโจทก์ไม่ได้ฟ้องเรียกที่ดินพิพาทคืนภายใน 1 ปีย่อมหมดสิทธิฟ้องร้องตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1375

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.55 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1375

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาว่า ที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ ห้ามจำเลยและบริวารเข้าเกี่ยวข้อง และให้ออกจากที่ดินพิพาท หากไม่ปฏิบัติตาม ขอถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาของจำเลย และให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า ที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยกับสามีร่วมกันฟ้องโจทก์ขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง และเพิกถอนชื่อโจทก์ออกจากหนังสือรับรองการทำประโยชน์แล้วใส่ชื่อจำเลยแทน หากโจทก์ไม่ไปจดทะเบียนแก้ไขดังกล่าว ให้ถือคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาแทน โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งเหมือนฟ้องเดิม และต่อสู้ว่า ฟ้องแย้งของจำเลยเคลือบคลุม ศาลชั้นต้นพิพากษาขับไล่จำเลยและบริวารออกจากที่ดินพิพาทของโจทก์ห้ามเกี่ยวข้อง และให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ หากจำเลยขัดขืนไม่ออกจากที่ดินพิพาทก็เป็นเรื่องที่โจทก์ต้องร้องขอต่อเจ้าพนักงานบังคับคดี ไม่ใช่ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย ให้ยกคำขอในส่วนนี้ของโจทก์ และยกฟ้องแย้งของจำเลย จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ให้เพิกถอนชื่อโจทก์ออกจากหนังสือรับรองการทำประโยชน์ของที่ดินพิพาท แล้วใส่ชื่อจำเลยหากโจทก์ไม่แก้ไขให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาแทน โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยเป็นฝ่ายเข้าครอบครองทำประโยชนในที่ดินพิพาทแต่ฝ่ายเดียวมาโดยตลอด แม้ข้อเท็จจริงจะฟังได้ดังที่โจทก์นำสืบว่า เมื่อวันที่ ๑๕ มกราคม ๒๕๒๐ โจทก์ได้นำเจ้าพนักงานรังวัดที่ดินพิพาทเพื่อออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์และจำเลยได้ลงชื่อรับรองแนวเขตที่ดินพิพาทในฐานะเจ้าของที่ดินข้างเคียง อันเป็นการยอมรับสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทของโจทก์ก็ตาม แต่ในเดือนมีนาคม ๒๕๒๐ จำเลยก็ได้คัดค้านการที่ทางราชการจะออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์สำหรับที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์อันเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ในที่ดินพิพาท และจำเลยได้เข้าครอบครองทำกินในที่ดินพิพาทตลอดมาเช่นนี้ เมื่อโจทก์ไม่ได้ฟ้องเรียกที่ดินพิพาทคืนภายใน ๑ ปี ย่อมหมดสิทธิฟ้องร้องตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๗๕ ฯลฯ พิพากษายืน. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2561/2532 นางสาวนวนจัน รองสุพรรณ โจทก์ นางจ่อย รองสุพรรณ จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นางสาวนวนจัน รองสุพรรณ · จำเลย - นางจ่อย รองสุพรรณ
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)สัมฤทธิ์ ไชยศิริ · ชูเชิด รักตะบุตร์ · เธียร ยูงทอง
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดศรีสะเกษ - นายสถิตย์ อรรถบฉยุคล · ศาลอุทธรณ์ - นายประพัฒน์ อุขุภาพ
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 1793/2549ฎีกา 631/2541ฎีกา 305/2511ฎีกา 1858-1859/2515ฎีกา 130/2538ฎีกา 3409/2554ฎีกา 6750/2539ฎีกา 162/2512ฎีกา 818/2536ฎีกา 404/2526ฎีกา 108/2545ฎีกา 344/2531ฎีกา 9671/2539ฎีกา 7177/2545ฎีกา 1073/2508ฎีกา 1249/2526ฎีกา 1490/2535ฎีกา 6351/2534ฎีกา 6943-6944/2538ฎีกา 1854/2493ฎีกา 2620/2517ฎีกา 2893/2531ฎีกา 5360/2546ฎีกา 5693/2549
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา