คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3370/2532
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การที่จำเลยให้การรับสารภาพว่าได้กระทำผิดฐานลักทรัพย์ในเวลากลางวันจริงตามฟ้อง ย่อมต้องฟังว่าจำเลยได้กระทำผิดฐานลักทรัพย์ในเคหสถานด้วย
ย่อคำพิพากษา
โจทก์ฟ้องว่า ระหว่างเวลากลางคืนก่อนเที่ยงถึงเวลากลางวันวันเวลาใดไม่ปรากฏชัด จำเลยได้เข้าไปลักทรัพย์ของผู้เสียหายซึ่งอยู่ในเคหสถานไปโดยทุจริตหรือมิฉะนั้นจำเลยได้กระทำผิดฐานรับของโจรทรัพย์ที่ถูกลักไป เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพว่าได้กระทำผิดฐานลักทรัพย์ในเวลากลางวันจริงตามฟ้องเช่นนี้ ก็ต้องฟังว่าจำเลยลักทรัพย์ในเคหสถานตามที่ปรากฏในคำฟ้องโจทก์ด้วยศาลลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (8) วรรคแรกได้
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
โจทก์ฟ้องจำเลยฐานลักทรัพย์ในเคหสถานระหว่างเวลากลางคืนก่อนเที่ยงถึงเวลากลางวัน วันเวลาใดไม่ปรากฏชัด หรือฐานรับของโจรรวมสองกระทง ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๓๕, ๓๕๗, ๙๑ ฯลฯ ให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ ๑๒,๒๔๐ บาท แก่ผู้เสียหายด้วย
จำเลยให้การรับสารภาพว่า ได้กระทำความผิดฐานลักทรัพย์ในเวลากลางวันจริงตามฟ้อง
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๓๓๕, ๙๑ พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ ๖) พ.ศ. ๒๕๒๖ มาตรา ๔ ฐานลักทรัพย์ในเคหสถานในเวลากลางวัน๒ กระทงความผิด กระทงแรกจำคุก ๕ ปี กระทงหลังจำคุก ๔ ปี เรียงกระทงลงโทษจำคุก ๙ ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาเป็นเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งคงจำคุก ๔ ปี ๖ เดือน ให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ลักไปรวมทั้งสิ้น ๑๒,๒๔๐ บาทแก่ผู้เสียหาย ข้อหาอื่นให้ยก
จำเลยอุทธรณ์ขอให้ลดโทษ
ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดฐานลักทรัพย์ตามมาตรา ๓๓๔ แห่งประมวลกฎหมายอาญา เป็นความผิด ๒ กระทง ให้ลงโทษจำคุกกระทงแรก ๑ ปี ๔ เดือน กระทงหลัง ๘ เดือน รวมจำคุกจำเลย ๒ ปี จำเลยให้การรับสารภาพ ลดโทษให้จำเลยตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๗๘ กึ่งหนึ่ง คงจำคุก ๑ ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
โจทก์ฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่โจทก์ฎีกาว่า คำรับสารภาพของจำเลยมีคำว่า "จริงตามฟ้อง" แม้มิได้ระบุคำว่า "ในเคหสถาน" แต่ความผิดฐานลักทรัพย์ในเคหสถานก็อยู่ในคำฟ้องตามที่จำเลยรับสารภาพ จึงลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๓๕ ได้นั้น เห็นว่าตามคำให้การรับสารภาพของจำเลยมีข้อความว่าตามฟ้องอยู่ในตอนท้ายด้วย แม้จำเลยให้การว่า ได้กระทำความผิดฐานลักทรัพย์ในเวลากลางวันก็ต้องฟังว่า ลักทรัพย์ในเคหสถานตามที่ปรากฏในคำฟ้องโจทก์ด้วยการกระทำของจำเลยเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๓๕ (๘) วรรคแรก ทั้ง ๒ กรรม ฎีกาโจทก์ฟังขึ้น
พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๓๓๕ (๘) วรรคแรก ให้ลงโทษจำคุกกระทงแรก ๒ ปี กระทงหลัง ๑ ปีรวมจำคุก ๓ ปี จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก ๑ ปี ๖ เดือนนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3370/2532
พนักงานอัยการ กรมอัยการ โจทก์
นายมานพ รูมะปาน จำเลย
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - พนักงานอัยการ กรมอัยการ · จำเลย - นายมานพ รูมะปาน |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | เสริมพงศ์ วรยิ่งยง · ดุสิต วราโห · เกียรติ จาตนิลพันธุ์ |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลอาญา - นายพิณ อินทกาญจน์ · ศาลอุทธรณ์ - นายมีพาศน์ โปตระนันทน์ |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา