⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 3831/2532

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3831/2532

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การร้องทุกข์โดยส่วนตัวของบุคคลที่มิใช่ผู้เสียหายตามกฎหมาย ไม่ถือเป็นการร้องทุกข์ที่ชอบด้วยกฎหมาย และทำให้การสอบสวนของพนักงานสอบสวนไม่ชอบด้วยกฎหมาย ส่งผลให้พนักงานอัยการไม่มีอำนาจฟ้องคดี.

ย่อคำพิพากษา

บันทึกการร้องทุกข์ ระบุชื่อโจทก์ร่วมที่ 2 เป็นผู้ร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีกับจำเลยในข้อหาฉ้อโกงและลงชื่อโจทก์ร่วมที่ 2 แต่ผู้เดียวโดยไม่ได้ระบุว่ากระทำในนามโจทก์ร่วมที่ 1 ทั้งไม่ปรากฏรอยตราเครื่องหมายของโจทก์ร่วมที่ 1 ซึ่งเป็นนิติบุคคลในช่องผู้ร้องทุกข์แต่อย่างใด จึงเป็นเพียงคำร้องทุกข์โดยส่วนตัวของโจทก์ร่วมที่ 2 ซึ่งไม่ใช่ผู้เสียหาย เมื่อโจทก์ร่วมที่ 1 ผู้เสียหายตามจริง ไม่ได้ร้องทุกข์ตามกฎหมาย การสอบสวนของพนักงานสอบสวนจึงเป็นไปโดยไม่ชอบ พนักงานอัยการโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 120,121

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.2 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.120

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341และให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์แก่ผู้เสียหาย จำเลยให้การปฏิเสธ ระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น ห้างหุ้นส่วนจำกัดอุบลสหภัณฑ์ และนายประวิทย์ ธนะทรัพย์ชูศักดิ์ผู้เสียหายทั้งสองยื่นคำร้องขอเข้าเป็นโจทก์ร่วม ศาลชั้นต้นอนุญาต ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 ลงโทษจำคุก 3 ปีให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์แก่ผู้เสียหาย จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้วโจทก์อ้างว่า ตามวันเวลาเกิดเหตุจำเลยซึ่งเคยร่วมค้าขายกับโจทก์ร่วมทั้งสองได้หลอกลวงโจทก์ร่วมทั้งสองว่า จำเลยมีโครงการจะส่งปูนซิเมนต์ให้แก่สำนักงานชลประทานที่ 5 คือโครงการสร้างอ่างเก็บน้ำที่ห้วยยาง อำเภอน้ำยืนจังหวัดอุบลราชธานี โครงการสร้างคลองส่งน้ำและอ่างเก็บน้ำจังหวัดยโสธร โครงการสร้างคลองส่งน้ำและอ่างเก็บน้ำที่หนองหญ้าม้า จังหวัดร้อยเอ็ด ขอให้โจทก์ร่วมทั้งสองออกเงินและสั่งซื้อปูนซิเมนต์ให้จำเลยไปส่งตามโครงการทั้งสามซึ่งเป็นความเท็จ เป็นเหตุให้โจทก์ร่วมทั้งสองออกเงินสั่งซื้อปูนซิเมนต์และออกเงินค่าใช้จ่ายในการขนส่งรวมทั้งสิ้นจำนวน787,504 บาท ปรากฏตามเอกสารหมาย จ.2 ถึงจ.6ซึ่งเป็นเงินส่วนตัวของโจทก์ร่วมที่ 2 จำนวน 80,000 บาทเศษนอกนั้นเป็นเงินของโจทก์ร่วมที่ 1 โจทก์มีนางดวงเดือน ธนะทรัพย์ชูศักดิ์ และนายปรเมศร์ ธนะทรัพย์ชูศักดิ์ซึ่งเป็นภริยาและพี่ชายโจทก์ร่วมที่ 2 ตามลำดับเบิกความสนับสนุนว่ารู้เห็นการที่จำเลยหลอกลวงโจทก์ร่วมทั้งสองแต่คำฟ้องและคำเบิกความพยานโจทก์ร่วมทั้งสองดังกล่าวไม่ได้ระบุจำแนกให้ชัดเจนว่า โจทก์ร่วมที่ 2 ได้ออกเงินส่วนตัวสั่งซื้อปูนซิเมนต์ให้จำเลยไปด้วยเมื่อไรเพียงใด คงมีแต่คำเบิกความของโจทก์โดยไม่มีหลักฐานอื่นยืนยันว่าโจทก์ร่วมที่ 2ได้ออกเงินส่วนตัวไปด้วยบางส่วน ทั้งได้ความจากโจทก์ร่วมที่ 2และนายปรเมศร์ว่า จำเลยได้ชัดชวนโจทก์ร่วมที่ 2 ลงทุนดังกล่าวเพื่อหากำไรร่วมกัน เพราะทราบว่าโจทก์ร่วมที่ 1มีโควตาซื้อปูนซิเมนต์นครหลวง และต่อมาโจทก์ร่วมที่ 2 ได้มอบตั๋วรับปูนซิเมนต์ในนามโจทก์ร่วมที่ 1 ให้จำเลยไปรับปูนซิเมนต์ซึ่งเก็บไว้ที่คลังได้ความจากโจทก์ร่วมที่ 2 และนางดวงเดือนต่อไปว่า ในการส่งหลักฐานการซื้อปูนซิเมนต์จากห้างร้านต่าง ๆโจทก์ร่วมทั้งสองไม่เคยทำหลักฐานการรับเงินหรือหลักฐานการรับปูนซิเมนต์ให้จำเลยลงนามเพราะเชื่อใจกัน เห็นว่า วัตถุที่ประสงค์ของโจทก์ร่วมที่ 1 ตามที่ปรากฏในหนังสือรับรองเอกสารหมาย จ.1ข้อ 2 มีว่า "ทำการค้าวัสดุ อุปกรณ์ เครื่องมือ เครื่องใช้ในการก่อสร้าง และพัสดุ ครุภัณฑ์" ถ้าหากโจทก์ร่วมที่ 2 ประสงค์จะออกเงินส่วนตัวในการลงทุนกับจำเลยดังข้ออ้างก็น่าจะทำหลักฐานให้ปรากฏเป็นลายลักษณ์อักษร หรืออย่างน้อยก็มีพยานบุคคลรู้เห็นเมื่อโจทก์ร่วมที่ 2 ไม่มีพยานหลักฐานสนับสนุนดังกล่าวจึงน่าเชื่อว่า โจทก์ร่วมที่ 2 ใช้เงินสดของโจทก์ร่วมที่ 1 ซึ่งโจทก์ร่วมที่ 2 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการอยู่ไปในการลงทุนสั่งซื้อปูนซิเมนต์ โดยมอบตั๋วรับปูนซิเมนต์แก่จำเลยไปตามวัตถุประสงค์ของโจทก์ร่วมที่ 1 โดยโจทก์ร่วมที่ 2 ไม่ได้ร่วมออกเงินส่วนตัวด้วยโจทก์ร่วมที่ 1 แต่ผู้เดียวจึงเป็นผู้เสียหายจากการหลอกลวงของจำเลย แต่เมื่อพิเคราะห์คำเบิกความร้อยตำรวจเอกวิวัฒน์ ชาญพนาพนักงานสอบสวนและบันทึกการร้องทุกข์มอบคดีอันยอมความกันได้เอกสารหมาย จ.14 ระบุว่า "ข้าพเจ้านายประวิทย์ ธนะทรัพย์ชูศักดิ์(โจทก์ร่วมที่ 2) อยู่บ้านเลขทีี่ 156 ถนนอุปราชห้างหุ้นส่วนจำกัดอุบลสหภัณฑ์ ขอร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีกับนายวารินทร์ ศรีแย้ม ในข้อหาว่า ฉ้อโกงทรัพย์ของผู้อื่นไปโดยทุจริต" และลงชื่อโจทก์ร่วมที่ 2 แต่ผู้เดียวโดยไม่ได้ระบุว่ากระทำในนามโจทก์ร่วมที่ 1 ทั้งไม่ปรากฏรอยตราเครื่องหมายของโจทก์ร่วมที่ 1 ซึ่งเป็นนิติบุคคลในช่องผู้ร้องทุกข์แต่อย่างใด บันทึกการร้องทุกข์ดังกล่าวจึงเป็นเพียงคำร้องทุกข์โดยส่วนตัวของโจทก์ร่วมที่ 2 ซึ่งไม่ใช่ผู้เสียหาย เมื่อโจทก์ร่วมที่ 1 ผู้เสียหายตามจริง ไม่ได้ร้องทุกข์ตามกฎหมายการสอบสวนของพนักงานสอบสวนจึงเป็นไปโดยไม่ชอบ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 120, 121" พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3831/2532 พนักงานอัยการ ประจำศาล แขวง อุบลราชธานี โจทก์ โจทก์ร่วม โจทก์ ห้างหุ้นส่วนจำกัด อุบลสหภัณฑ์ กับพวก โจทก์ นาย วา รินทร์ ศ รี แย้ม จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการ ประจำศาล แขวง อุบลราชธานี · โจทก์ - โจทก์ร่วม · โจทก์ - ห้างหุ้นส่วนจำกัด อุบลสหภัณฑ์ กับพวก · จำเลย - นาย วา รินทร์ ศ รี แย้ม
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)อากาศ บำรุงชีพ · ถวิล ทองสว่างรัตน์ · พัลลภ พิสิษฐ์สังฆการ
แหล่งที่มาสำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 99/2541ฎีกา 5603/2542ฎีกา 9729/2556ฎีกา 8080/2538ฎีกา 313/2526ฎีกา 618/2568ฎีกา 730/2486ฎีกา 4225/2559ฎีกา 754/2486ฎีกา 3593/2529ฎีกา 2252/2560ฎีกา 11720/2555ฎีกา 389/2542ฎีกา 5138/2537ฎีกา 2794/2516ฎีกา 276/2520ฎีกา 1813/2531ฎีกา 5790/2541ฎีกา 10552/2553ฎีกา 3620/2566ฎีกา 420-421/2507ฎีกา 2386/2541ฎีกา 1239/2481ฎีกา 2027/2536
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ