⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 3907/2532

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3907/2532

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
ศาลจะลงโทษจำเลยได้เฉพาะการกระทำที่โจทก์บรรยายฟ้องเท่านั้น จะรับฟังข้อเท็จจริงอื่นนอกเหนือจากที่ฟ้องมาลงโทษจำเลยไม่ได้

ย่อคำพิพากษา

โจทก์บรรยายฟ้องข้อ 1 ก. ว่า จำเลยบุกรุกเคหสถานของผู้เสียหายอันเป็นการรบกวนการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ของผู้เสียหายโดยปกติสุข และข้อ 1 ข. ว่าหลังจากจำเลยกระทำความผิดดังกล่าวในฟ้องข้อ 1 ก. แล้ว จำเลยนี้ใช้กำลังประทุษร้าย กอดปล้ำ กระทำอนาจารผู้เสียหาย แต่โจทก์มิได้บรรยายถึงการกระทำของจำเลยหลังจากหลบหนีไปแล้วที่กลับมาบุกรุกเคหสถานของผู้เสียหายอีก ดังนี้ แม้ข้อเท็จจริงจะปรากฏจากการนำสืบของโจทก์ ศาลก็ไม่อาจรับฟังข้อเท็จจริงนั้นซึ่งนอกเหนือจากฟ้องของโจทก์มาลงโทษจำเลยได้.

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.158 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.192

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 278, 281, 362,364, 365, 91 จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 278, 281, 365 เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามมาตรา 278, 281 อันเป็นบทหนัก จำคุก 1 ปี โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2530 เวลาประมาณ 23 นาฬิกา ได้มีคนร้าย 1 คนบุกรุกเข้าไปกระทำอนาจาร นางลำยอง ปานศิริ ผู้เสียหายต่อหน้าเด็กชายวิรุจน์ ปานศิริ บุตรผู้เสียหาย เมื่อคนร้ายหลบหนีไปแล้วสักครู่ต่อมาคนร้ายได้เดินขึ้นบันไดเข้ามาอีก ปัญหามีว่า จำเลยเป็นคนร้ายรายนี้หรือไม่...พยานหลักฐานโจทก์มีน้ำหนักและเหตุผลมั่นคงให้รับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่า จำเลยเป็นคนร้ายรายนี้ดังโจทก์ฟ้อง... ปัญหาต่อไปมีว่า จำเลยได้กระทำความผิดฐานบุกรุกเป็นสองกระทงหรือไม่โจทก์ฎีกาว่าจำเลยบุกรุกเข้าไปกระทำอนาจารผู้เสียหายและจำเลยหลบหนีไป การกระทำของจำเลยเป็นการกระทำความผิดสำเร็จเป็นกรรมหนึ่งแล้ว ครั้นผู้เสียหายนอนต่อ จำเลยได้เข้าไปในบ้านของผู้เสียหายอีกเป็นครั้งที่สองโดยมีเจตนากระทำอนาจารและข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหาย ถือได้ว่าเป็นการกระทำอีกกรรมหนึ่ง จำเลยจึงมีความผิดฐานบุกรุกอีกกรรมหนึ่ง ศาลฎีกาพิเคราะห์แล้วเห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องตามข้อ 1 ก. ว่าจำเลยบุกรุกเคหสถานของผู้เสียหายอันเป็นการรบกวนการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ของผู้เสียหายโดยปกติสุข และตามข้อ 1 ข. ว่าหลังจากจำเลยกระทำความผิดดังกล่าวในฟ้องข้อ 1 ก. แล้ว จำเลยนี้ได้บังอาจใช้กำลังประทุษร้าย กอดปล้ำ กระทำอนาจารผู้เสียหาย จากคำบรรยายฟ้องดังกล่าวได้แยกการกระทำว่าจำเลยได้บุกรุกเข้าไปในเคหสถานของผู้เสียหายซึ่งเป็นความผิดตอนแรก และเมื่อจำเลยกระทำความผิดตอนแรกสำเร็จแล้วจำเลยได้กระทำอนาจารแก่ผู้เสียหายซึ่งเป็นความผิดตอนหลัง แต่เมื่อจำเลยหลบหนีไปแล้วและกลับมาบุกรุกเคหสถานของผู้เสียหายอีกครั้งหนึ่งนั้น โจทก์มิได้บรรยายถึงการกระทำของจำเลยที่อ้างว่าเป็นความผิดไว้เมื่อฟ้องของโจทก์มิได้ระบุการกระทำของจำเลยดังกล่าวและข้อเท็จจริงปรากฏจากการนำสืบของโจทก์ กรณีก็ไม่อาจรับฟังข้อเท็จจริงนอกเหนือจากฟ้องของโจทก์มาลงโทษจำเลยได้..." พิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 278และมาตรา 365 ประกอบกับมาตรา 364 การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา278 อันเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90จำคุก 1 ปี ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3907/2532 พนักงานอัยการ จังหวัด สุราษฎร์ธานี โจทก์ นาย สุนันท์ หรือ นิ่ว สุข แก้ว จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการ จังหวัด สุราษฎร์ธานี · จำเลย - นาย สุนันท์ หรือ นิ่ว สุข แก้ว
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)มาโนช เพียรสนอง · ประมาณ ชันซื่อ · เจริญ นิลเอสงฆ์
แหล่งที่มาสำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 160/2533ฎีกา 679/2485ฎีกา 2417/2540ฎีกา 1504/2536ฎีกา 2486/2558ฎีกา 537/2554ฎีกา 443/2489ฎีกา 1051/2510ฎีกา 2059/2522ฎีกา 7407/2553ฎีกา 2560/2544ฎีกา 5665/2538ฎีกา 7273/2539ฎีกา 17581/2555ฎีกา 2690/2535ฎีกา 436/2497ฎีกา 628/2537ฎีกา 2750/2543ฎีกา 852/2490ฎีกา 1161-1163/2487ฎีกา 2588/2524ฎีกา 5246/2548ฎีกา 6299/2534ฎีกา 1610/2539
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ