⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 3969/2532

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3969/2532

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
เจ้าพนักงานประเมินมีสิทธิเลือกพิจารณาเอกสารหรือพยานหลักฐานที่เห็นว่ามีประโยชน์ในการตรวจสอบภาษีได้ และดอกเบี้ยจากการเบิกเงินเกินบัญชีของบุคคลธรรมดาไม่อาจนำมาเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิของนิติบุคคลได้ ภาษีที่ชำระเกินในรอบระยะเวลาบัญชีหนึ่ง ไม่อาจนำไปเครดิตภาษีกับรอบระยะเวลาบัญชีอื่นได้

ย่อคำพิพากษา

ในการตรวจสอบภาษีอากรของโจทก์ การที่เจ้าพนักงานประเมินไม่ยอมรับพิจารณาเอกสารบางฉบับที่โจทก์ส่งเนื่องจากไม่เป็นประโยชน์ในการตรวจสอบภาษีของโจทก์ และใช้เอกสารหรือพยานหลักฐานอื่น ๆ มาพิจารณาประกอบการประเมินภาษีของโจทก์ ย่อมมีสิทธิทำได้ไม่ต้องห้ามตามประมวลรัษฎากร บัญชีกระแสรายวันที่เสียดอกเบี้ยซึ่งเบิกเกินบัญชีใช้ชื่อเจ้าของบัญชีว่า พ. หาได้ใช้ชื่อห้างโจทก์เป็นเจ้าของบัญชีไม่ทั้งโจทก์มิได้แสดงรายการเสียดอกเบี้ยดังกล่าวไว้ในงบกำไรขาดทุนของโจทก์ จึงถือได้ว่า การเบิกเงินเกินบัญชีดังกล่าวเป็นการกระทำของ พ. ในฐานะส่วนตัว ดอกเบี้ยที่เสียไปดังกล่าวไม่อาจนำมาเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิของโจทก์ได้ เพราะเป็นรายจ่ายอันมีลักษณะเป็นการส่วนตัวตามประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ตรี (3) ภาษีเงินได้นิติบุคคลหัก ณ ที่จ่าย สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี พ.ศ. 2526 ที่โจทก์อ้างว่าชำระเกินไปในรอบระยะเวลาบัญชีดังกล่าว ไม่อาจนำมาเครดิตภาษีกับภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี พ.ศ. 2527 และ พ.ศ. 2528 ที่ถูกประเมินในคดีนี้ เพราะเป็นการเครดิตภาษีต่างรอบระยะเวลาบัญชีกัน เป็นการต้องห้ามตามประมวลรัษฎากร มาตรา 69 ทวิ และโจทก์ไม่อาจขอหักกลบลบหนี้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เพราะโจทก์มิได้นำสืบให้เห็นว่าจำเลยเป็นหนี้โจทก์สำหรับการประเมินภาษีในรอบระยะเวลาบัญชีปี พ.ศ. 2526 แต่ประการใด ทั้งไม่ปรากฏว่าได้มีการตรวจสอบภาษีของโจทก์ในรอบระยะเวลาบัญชีดังกล่าวหรือไม่ผลเป็นประการใด

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.341 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.342 ประมวลรัษฎากร ม.19 ประมวลรัษฎากร ม.20

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า นายพยงค์ ลบแย้ม หุ้นส่วนผู้จัดการของโจทก์ได้เปิดบัญชีกับธนาคารกรุงไทย จำกัด สาขานครปฐม เพียงแห่งเดียวใช้ชื่อบัญชีว่า "นายพยงค์ ลบแย้ม" ซึ่งเป็นที่เข้าใจกันระหว่างหุ้นส่วนผู้จัดการโจทก์กับธนาคารว่า เป็นการเปิดบัญชีเพื่อกิจการของโจทก์ จำเลยได้ตรวจสอบไต่สวนภาษีอากรของโจทก์สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี พ.ศ. ๒๕๒๗ ถึง พ.ศ. ๒๕๒๘ แล้วแจ้งการประเมินภาษีเงินได้นิติบุคคลของโจทก์ในรอบระยะเวลาบัญชีปี พ.ศ. ๒๕๒๗ โดยอ้างว่าโจทก์นำรายรับมาลงบัญชีไว้ไม่ครบถ้วน เมื่อปรับปรุงบัญชีกำไรขาดทุนแล้ว โจทก์ต้องชำระภาษี เบี้ยปรับและเงินเพิ่มอีกเป็นเงิน ๑๑๔,๘๖๖ บาท ซึ่งโจทก์เห็นว่าไม่ถูกต้อง ทั้งมีภาษีเงินได้นิติบุคคลที่ถูกหัก ณ ที่จ่าย ซึ่งจำเลยต้องคืนแก่โจทก์โจทก์ขอเครดิตกับภาษีที่ถูกประเมิน แต่เจ้าพนักงานประเมินไม่ยินยอมให้หักกลบลบหนี้ ซึ่งไม่ถูกต้องเป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหายถูกสั่งให้เสียภาษีเงินได้ เบี้ยปรับ เงินเพิ่มเกินกว่าที่ควรต้องเสีย โจทก์อุทธรณ์การประเมินแล้ว แต่คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์วินิจฉัยให้ยกอุทธรณ์โจทก์ ขอให้พิพากษาให้เพิกถอนการประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ดังกล่าว จำเลยให้การว่า การประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ชอบด้วยกฎหมายแล้ว ขอให้ยกฟ้อง ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ที่โจทก์อุทธรณ์ว่าจำเลยไม่ยอมรับเอกสารบางฉบับที่ดจทก์นำส่งตามหมายเรียกและจำเลยประเมินภาษีอากรของโจทก์โดยอาศัยข้อมูลบางส่วนที่มิใช่ได้มาจากการออกหมายเรียก การประเมินจึงไม่ชอบนั้น ได้ความว่าเอกสารที่โจทก์อ้างว่าจำเลยไม่ยอมรับนั้น เป็นเอกสารที่นางสาวเสาวลักษณ์ เหมพรหมราช เจ้าหน้าที่ของจำเลยซึ่งเป็นผู้ตรวจสอบภาษีรายนี้ได้รับมาจากพนักงานของโจทก์และได้ตรวจสอบดูแล้วเพื่อเห็นว่าถูกต้องแล้วก็คืนให้พนักงานของโจทก์ไปเฉพาะเอกสารบางส่วนที่เห็นว่าไม่จำเป็นต้องใช้ต่อไป เช่นหลักฐานการซื้อสินค้าจากการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย ซึ่งนายทวีโชค สงวนศรี พนักงานของโจทก์นำมายื่นให้เพื่อขอตรวจสอบกับยอดซื้อ เมื่อนางสาวเสาวลักษณตรวจดูแล้วเห็นว่า เอกสารดังกล่าวตรงกับบัญชีซื้อก็คืนเอกสารดังกล่าวให้นายทวีโชคไป พฤติการณ์เช่นนี้ถือได้ว่าฝ่ายจำเลยรับเอกสารของโจทก์และได้พิจารณาให้เป็นคุณแก่โจทก์แล้ว จึงได้คืนเอกสารให้โจทก์ไป หาใช่จำเลยไม่ยอมรับเอกสารของโจทก์ดังที่โจทก์กล่าวอ้างไม่ นอกจากนี้ยังได้ความว่า นางสาวเสาวลักษณ์ได้ยินยอมให้นายพยงค์ ลบแย้ม หุ้นส่วนผู้จัดการโจทก์แก้ไขรายการที่ลงไม่ถูกต้องในเอกสาร ซึ่งนับว่าเป็นคุณแก่โจทก์ ทั้งยังแสดงให้เห็นว่าฝ่ายจำเลยได้ตรวจสอบเอกสารต่าง ๆ ที่โจทก์นำมาแสดงโดยให้ความเป็นธรรมแก่โจทก์แล้ว ส่วนที่โจทก์อ้างว่าจำเลยไม่ยอมรับเอกสารเกี่ยวกับการจำหน่ายน้ำมันให้แก่ผู้แทนจำหน่ายของการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย ตามสำเนาเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข ๖ นั้น ก็ปรากฏว่าเอกสารดังกล่าวลงวันที่ ๒๑ พฤษภาคม ๒๕๓๐ ซึ่งระบุราคาน้ำมันดีเซลหมุนเร็วในระยะเวลาของเดือนพฤษภาคม ๒๕๓๐ ไม่สามารถนำมาใช้กับกรณีนี้ซึ่งเป็นการประเมินภาษีของโจทก์เฉพาะรอบระยะเวลาบัญชีปี พ.ศ. ๒๕๒๗ ถึง พ.ศ. ๒๕๒๘ ได้เอกสารดังกล่าวจึงไม่เป็นประโยชน์ในการตรวจสอบภาษีรายนี้ ส่วนเอกสารอื่น ๆ ที่จำเลยไม่ยอมรับไว้พิจารณานั้นก็ปรากฏว่าเป็นเอกสารที่ไม่เป็นประโยชน์แก่การตรวจสอบภาษีของโจทก์แต่ประการใดการที่จำเลยไม่รับพิจารณาเอกสารบางฉบับตามที่โจทก์กล่าวอ้างจึงชอบแล้ว นอกจากนี้ในการตรวจสอบภาษีของโจทก์นั้น จำเลยไม่จำเป็นที่จะต้องใช้เอกสารเฉพาะที่โจทก์ส่งอ้างมาให้ทำการตรวจสอบแต่เพียงอย่างเดียว จำเลยมีสิทธิที่จะใช้เอกสารหรือพยานหลักญานอื่น ๆมาพิจารณาประกอบได้ ไม่เป็นการต้องห้ามตามประมวลรัษฎากรแต่ประการใด สำหรับปัญหาตามอุทธรณ์ของโจทก์ที่ว่า การที่เจ้าหน้าที่ของจำเลยไม่ยอมให้นำค่าดอกเบี้ยสำหรับจำนวนเงินที่เบิกเกินบัญชีมาเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิของโจทก์ชอบหรือไม่นั้น คู่ความรับกันว่าบัญชีกระแสรายวันที่เสียดอกเบี้ยซึ่งเบิกเกินบัญชีนั้นใช้ชื่อเจ้าของบัญชีว่านายพยงค์ ลบแย้ม หาได้ใช้ชื่อห้างโจทก์เป็นเจ้าของบัญชีไม่ ดังนั้น การเบิกเงินเกินบัญชีตามบัญชีดังกล่าวจึงน่าจะต้องถือว่าเป็นการกระทำของนายพยงค์ ลบแย้ม ในฐานะส่วนตัวนอกจากนี้โจทก์มิได้แสดงรายการเสียดอกเบี้ยดังกล่าวไว้ในงบกำไรขาดทุนของโจทก์ ดังนั้น ที่จำเลยไม่ยอมให้ถือดอกเบี้ยดังกล่าวเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิของโจทก์ โดยเห็นว่าเป็นรายจ่ายอันมีลักษณะเป็นการส่วนตัว ตามประมวลรัษฎากร มาตรา๖๕ ตรี (๓) จึงชอบแล้ว ฯลฯ สำหรับปัญหาเรื่องภาษีเงินได้นิติบุคคลหัก ณ ที่จ่ายจำนวน๑๘,๘๒๕.๑๓ บาท ที่โจทก์ขอให้เครดิตภาษี แต่จำเลยไม่ยอมปฏิบัติตามนั้น โจทก์เองก็ยอมรับว่าเงินภาษีจำนวนดังกล่าวนั้นเป็นค่าภาษีสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี พ.ศ. ๒๕๒๖ แต่การประเมินภาษีของโจทก์ในคดีนี้เป็นการประเมินภาษีสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี พ.ศ. ๒๕๒และ พ.ศ. ๒๕๒๘ เท่านั้น ดังนั้นที่จำเลยไม่ยอมเครดิตให้โจทก์เพราะเป็นการต้องห้ามตามประมวลรัษฎากร มาตรา ๖๙ ทวิ เนื่องจากเป็นการเครดิตภาษีต่างรอบระยะเวลาบัญชีกันนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยที่โจทก์อ้างเรื่องหักกลบลบหนี้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์นั้นโจทก์มิได้นำสืบให้เห็นว่าจำเลยเป็นหนี้โจทก์สำหรับการประเมินภาษีในรอบระยะเวลาบัญชีปี พ.ศ. ๒๕๒๖ ประการใด ทั้งยังไม่ปรากฏว่าได้มีการตรวจสอบภาษีของโจทก์ในรอบระยะเวลาบัญชีปี พ.ศ. ๒๕๒๖ แล้วหรือไม่ ผลเป็นประการใด ดังนั้น ที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยว่าการประเมินและคำวินิจฉัยของจำเลยชอบแล้วนั้น ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา พิพากษายืน. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3969/2532 ห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคล มาลัยแมนบริการ โจทก์ กรมสรรพากร กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - ห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคล มาลัยแมนบริการ · จำเลย - กรมสรรพากร กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ปิ่นทิพย์ สุจริตกุล · วิฑูรย์ ตั้งตรงจิตต์ · ประวิทย์ ขัมภรัตน์
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลภาษีอากรกลาง - นายวิชา มั่นสกุล · ศาลอุทธรณ์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 2923/2525ฎีกา 2165/2542ฎีกา 3045/2545ฎีกา 2776/2525ฎีกา 5511/2534ฎีกา 2638/2530ฎีกา 406/2508ฎีกา 881/2544ฎีกา 3635/2541ฎีกา 171/2521ฎีกา 3515/2532ฎีกา 4853/2551ฎีกา 145/2554ฎีกา 336/2525ฎีกา 4717/2536ฎีกา 3418/2553ฎีกา 337/2534ฎีกา 310/2525ฎีกา 3729/2552ฎีกา 5154/2530ฎีกา 5251/2534ฎีกา 673/2511ฎีกา 4010/2534ฎีกา 4458/2528
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา