⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 4090/2532

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4090/2532

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การที่ตัวแทนนำทรัพย์สินของตัวการออกขายโดยพลการโดยไม่ได้รับความยินยอม ถือว่ากระทำนอกเหนืออำนาจ และต้องรับผิดคืนทรัพย์สินที่ได้รับไว้ทั้งหมด

ย่อคำพิพากษา

ในคดีก่อนประเด็นแห่งคดีมีว่า โจทก์ (จำเลยในคดีนี้) มีสิทธิเรียกค่าเสียหายในการเป็นตัวแทนซื้อขายหุ้นให้แก่จำเลย (โจทก์ในคดีนี้) ได้หรือไม่ แต่สำหรับประเด็นในคดีนี้มีว่าโจทก์มีสิทธิเรียกเงินมัดจำคืนจากจำเลยได้หรือไม่ ดังนั้น แม้จะเป็นคู่ความรายเดียวกัน แต่ประเด็นที่จะต้องวินิจฉัยอาศัยเหตุคนละอย่าง กรณีจึงไม่เป็นการฟ้องซ้ำตามความหมายแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 148 โจทก์ได้จ่ายเงินให้แก่จำเลยไว้เพื่อใช้ซื้อหุ้นให้แก่โจทก์จำเลยได้จัดการซื้อหุ้นให้แก่โจทก์ตามคำสั่งของโจทก์แล้ว แต่ต่อมาปรากฏว่าจำเลยได้นำหุ้นเหล่านั้นออกขายให้แก่บุคคลภายนอกไปโดยโจทก์มิได้สั่ง การที่จำเลยได้ขายหุ้นของโจทก์ให้แก่บุคคลอื่นไปโดยพลการ โดยไม่ได้รับความยินยอมและอนุญาตจากโจทก์นั้น ถือได้ว่าจำเลยได้กระทำไปโดยปราศจากอำนาจหรือนอกเหนืออำนาจที่โจทก์มอบหมายไว้ จำเลยจึงต้องรับผิดต่อโจทก์ ต้องคืนเงินและทรัพย์สินที่ได้รับไว้เกี่ยวด้วยการเป็นตัวแทนให้แก่โจทก์ทั้งหมด

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.148 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.369 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.810 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.812

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์สมัครเป็นลูกค้าของจำเลย ให้จำเลยเป็นตัวแทนซื้อหลักทรัพย์ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย โจทก์ฝากเงินมัดจำในการซื้อหุ้นไว้ให้แก่จำเลยหลายครั้งรวม ๑๒๕,๑๑๒.๕๐บาท จำเลยได้ซื้อหุ้นให้แก่โจทก์หลายครั้งรวม ๖,๐๐๐ หุ้น เป็นเงิน ๒,๐๘๘,๐๐๐ บาท ต่อมาจำเลยได้ขายหุ้นไปโดยไม่สุจริต ได้เงิน ๑,๖๕๓,๘๐๐ บาท จำเลยจึงหักเงินที่โจทก์มัดจำไว้ทั้งหมดและฟ้องเรียกค่าเสียหายจากโจทก์ ศาลชั้นต้นพิพากษาคดีถึงที่สุดว่า จำเลยไม่มีอำนาจเรียกค่าเสียหายจากโจทก์ จำเลยจึงต้องคืนเงินมัดจำให้โจทก์ ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน ๑๖๖,๑๙๖.๕๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราวันละ ๘ บาท จากต้นเงิน ๔๐,๐๐๐ บาท วันละ ๖ บาท จากต้นเงิน ๓๐,๐๐๐ บาท วันละ ๔ บาท จากต้นเงิน ๒๐,๐๐๐ บาท และดอกเบี้ยร้อยละ ๑๔.๖ ต่อปี ของต้นเงิน ๓๕,๑๑๒.๕๐ บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยให้การว่า โจทก์ผิดสัญญา จึงไม่มีสิทธิฟ้องเรียกเงินมัดจำคืน ฟ้องของโจทก์เป็นฟ้องซ้ำ คดีขาดอายุความแล้ว ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน ๑๖๖,๑๙๖.๕๐ บาทแก่โจทก์พร้อมทั้งดอกเบี้ยวันละ ๘ บาท จากต้นเงิน ๔๐,๐๐๐ บาท ดอกเบี้ยวันละ ๖ บาท จากต้นเงิน ๓๐,๐๐๐ บาท ดอกเบี้ยวันละ ๔ บาท จากต้นเงิน ๒๐,๐๐๐ บาท และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๔.๖ ต่อปี จากต้นเงิน ๓๕,๑๑๒.๕๐ บาท ตามลำดับ นับจากวันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยฎีกาว่า คู่ความในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ๓๓๕๕/๒๕๒๕ ของศาลชั้นต้น เป็นคู่ความรายเดียวกันกับคดีนี้ ประเด็นข้อพิพาทในคดีดังกล่าวก็เป็นเรื่องที่ฟ้องและพิพาทกันด้วยเรื่องผิดสัญญาตัวการตัวแทน ซึ่งคดีนี้โจทก์ตั้งฐานฟ้องจำเลยในเรื่องผิดสัญญาตัวการตัวแทนอันเป็นสัญญาเดียวกันกับคดีดังกล่าวอีก กรณีจึงเป็นการพิพาทกันในประเด็นข้อพิพาทที่ซ้ำกันฟ้องโจทก์จึงเป็นฟ้องซ้ำนั้น พิเคราะห์แล้วเห็นว่า ในคดีก่อนประเด็นแห่งคดีมีว่า โจทก์ (จำเลยในคดีนี้) มีสิทธิเรียกค่าเสียหายในการเป็นตัวแทนซื้อขายหุ้นให้แก่จำเลย (โจทก์ในคดีนี้) ได้หรือไม่แต่สำหรับประเด็นในคดีนี้มีว่า โจทก์มีสิทธิเรียกเงินมัดจำคืนจากจำเลยได้หรือไม่ ดังนั้น แม้จะเป็นคู่ความรายเดียวกัน แต่ประเด็นที่จะต้องวินิจฉัยอาศัยเหตุคนละอย่าง กรณีจึงไม่เป็นการฟ้องซ้ำตามความหมายแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา ๑๔๘ ที่จำเลยฎีกาว่า โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกเงินคืนจากจำเลยนั้นเกี่ยวกับปัญหาข้อนี้ ข้อเท็จจริงได้ความตามทางนำสืบของโจทก์และจำเลยว่า โจทก์ได้จ่ายเงินให้แก่จำเลยไว้เพื่อใช้ซื้อหุ้นให้แก่โจทก์ ดังปรากฏตามเอกสารหมาย จ.๑ ถึง จ.๔ รวมเป็นเงินทั้งสิ้น ๑๒๕,๑๑๒.๕๐ บาท จำเลยได้จัดการซื้อหุ้นให้แก่โจทก์ตามคำสั่งของโจทก์แล้ว แต่ต่อมาปรากฏว่าจำเลยได้นำหุ้นนั้นออกขายให้แก่บุคคลภายนอกไปโดยโจทก์มิได้สั่ง ซึ่งศาลชั้นต้นได้วินิจฉัยไว้ในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ๓๓๕๕/๒๕๒๕ ว่า การกระทำของจำเลย (โจทก์ในคดีนั้น) ไม่เป็นประโยชน์ต่อโจทก์ (จำเลยในคดีนั้น) จึงไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายใด ๆ จากโจทก์ได้ พิเคราะห์แล้วเห็นว่า การที่จำเลยได้ขายหุ้นของโจทก์ให้แก่บุคคลอื่นไปโดยพลการ โดยไม่ได้รับความยินยอมและอนุญาตจากโจทก์นั้น ถือได้ว่าจำเลยได้กระทำไปโดยปราศจากอำนาจหรือนอกเหนืออำนาจที่โจทก์มอบหมายไว้ จำเลยจึงต้องรับผิดต่อโจทก์ ต้องคืนเงินและทรัพย์สินที่ได้รับไว้เกี่ยวด้วยการเป็นตัวแทนให้แก่โจทก์ทั้งหมด พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระต้นเงินจำนวน ๑๒๕,๑๑๒.๕๐ บาทพร้อมทั้งดอกเบี้ยวันละ ๘ บาท จากต้นเงิน ๔๐,๐๐๐ บาท นับแต่วันที่ ๖ พฤศจิกายน ๒๕๒๐ เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ วันละ ๖ บาทจากต้นเงิน ๓๐,๐๐๐ บาท นับแต่วันที่ ๑๗ พฤศจิกายน ๒๕๒๐ จนกว่าจะชำระเสร็จ วันละ ๔ บาท จากต้นเงิน ๒๐,๐๐๐ บาท นับแต่วันที่ ๓๐ มกราคม ๒๕๒๑ จนกว่าจะชำระเสร็จ และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๔.๖ ต่อปี จากต้นเงิน ๓๕,๑๑๒.๕๐ บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จให้แก่โจทก์ แต่ทั้งนี้ดอกเบี้ยถึงวันฟ้องเมื่อรวมกันแล้วต้องไม่เกิน ๔๑,๐๘๔ บาท กับให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา ๑,๕๐๐ บาทแทนโจทก์. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4090/2532 นายสุภัทร อดุลประเสริฐสุข โจทก์ บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ธนชาติ จำกัด จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นายสุภัทร อดุลประเสริฐสุข · จำเลย - บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ธนชาติ จำกัด
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)นำชัย สุนทรพินิจกิจ · บุญส่ง คล้ายแก้ว · ไมตรี กลั่นนุรักษ์
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลแพ่ง - นายปรีชา บูรณะไทย · ศาลอุทธรณ์ - นายวัชรินทร์ รักขพันธ์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 707/2507ฎีกา 2354/2566ฎีกา 2467/2526ฎีกา 26/2524ฎีกา 3616/2558ฎีกา 1972/2500ฎีกา 4742/2553ฎีกา 945/2504ฎีกา 2983/2549ฎีกา 1030/2509ฎีกา 4549/2540ฎีกา 4991/2552ฎีกา 1228/2539ฎีกา 1627/2505ฎีกา 8364/2544ฎีกา 1592/2521ฎีกา 2489/2528ฎีกา 218/2481ฎีกา 3895/2533ฎีกา 265/2534ฎีกา 4564/2543ฎีกา 8543/2544ฎีกา 82/2512ฎีกา 226/2532
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา