⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 4107/2532

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4107/2532

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การที่จำเลยมิได้ฎีกาโต้เถียงคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ว่าเช็คมีมูลหนี้ที่จำเลยต้องรับผิดต่อผู้ทรงเช็ค ข้อเท็จจริงย่อมเป็นอันยุติ และจำเลยต้องรับผิดชดใช้เงินตามเช็คนั้นแก่โจทก์

ย่อคำพิพากษา

ศาลอุทธรณ์พิพากษาโดยวินิจฉัยว่า เช็คพิพาทเป็นเช็คที่มีมูลหนี้ซึ่งจำเลยจะต้องรับผิดต่อผู้ทรงเช็คนั้น จำเลยมิได้ฎีกาโต้เถียงคำวินิจฉัยดังกล่าว ข้อเท็จจริงย่อมเป็นอันยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ การที่จำเลยฎีกากล่าวถึงความสัมพันธ์ระหว่างผู้ทรงคนก่อนกับโจทก์ย่อมไม่เป็นประโยชน์แก่คดีของจำเลย เพราะไม่ทำให้การโอนเช็คพิพาทระหว่างผู้ทรงคนก่อนกับโจทก์เป็นการโอนด้วยคบคิดกันฉ้อฉลตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 916 ประกอบด้วยมาตรา 989 ไปได้ จำเลยต้องรับผิดชดใช้เงินตามเช็คพิพาทแก่โจทก์

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.247 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.249 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.916 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.989

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยชำระหนี้ตามเช็คพร้อมดอกเบี้ยรวมเป็นเงิน ๒๕๗,๐๐๐ บาท พร้อมทั้งดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีในต้นเงิน ๒๔๐,๐๐๐ บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยให้การว่า เช็คตามฟ้องไม่มีมูลหนี้ ผู้ทรงเช็คมอบเช็คให้โจทก์นำมาฟ้องจำเลยโดยคบคิดกันฉ้อฉล โจทก์ใช้สิทธิโดยไม่สุจริตขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับว่า ให้จำเลยชำระเงิน ๒๔๐,๐๐๐ บาทแก่โจทก์พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับแต่วันที่ ๑๕ มกราคม ๒๕๒๕ เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ แต่ดอกเบี้ยคิดถึงวันที่ ๒๗ ธันวาคม ๒๕๒๕ รวมกันแล้วต้องไม่เกิน ๑๗,๑๐๐ บาทตามที่โจทก์ขอ จำเลยฎีกา ศาลฎีกาตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่านายศักดาและบริษัทปิยะทัสส์ จำกัด รู้เห็นและร่วมกันทำสัญญาจ้างเหมาล้างแร่จากมูลดินทราย ตามสัญญาจ้างเหมาดังกล่าวมีใจความสำคัญว่าบริษัทปิยะทัสส์ จำกัด ตกลงจ้างจำเลยให้ทำการล้างแร่จากมูลดินทรายในเขตประทานบัตรที่ ๑๗๐๘๐/๑๑๗๙๘ มีกำหนดเวลา ๒ ปี ๔๕ วัน โดยจำเลยตกลงให้ค่าตอบแทนแก่บริษัทปิยะทัสส์ จำกัด ในการใช้น้ำและที่ดินได้ตลอดอายุสัญญาเป็นเงิน ๔๘๐,๐๐๐ บาท จึงเป็นหนี้ที่จะต้องชำระตอบแทนกันอยู่ เมื่อประทานบัตรดังกล่าวสิ้นอายุลงในวันที่ ๑๐ มีนาคม ๒๕๒๕ ก่อนสัญญาจ้างเหมาล้างแร่จากมูลดินทราย จำเลยย่อมมีสิทธิไม่ชำระหนี้จนกว่านายศักดาจะชำระหนี้ตอบแทน ฉะนั้น มูลหนี้ตามเช็คพิพาทจึงยังมีข้อต่อสู้อยู่โจทก์รู้ดีว่าจำเลยมีข้อต่อสู้ที่จะไม่ต้องชำระหนี้แก่นายศักดาตามเช็คพิพาท ฉะนั้น การที่โจทก์ยอมรับโอนเช็คพิพาทแล้วนำไปเข้าบัญชีเพื่อเรียกเก็บ มูลกรณีบ่งชี้ชัดว่าโจทก์ไม่สุจริต ถือได้ว่าเป็นการคบคิดกันฉ้อฉล จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ โจทก์อุทธรณ์ว่า มูลหนี้ตามสัญญาจ้างเหมาล้างแร่จากมูลดินทราย ระหว่างบริษัทปิยะทัสส์ จำกัด กับจำเลยเป็นหนี้ที่สมบูรณ์บังคับกันได้ และโจทก์รับโอนเช็คพิพาทโดยสุจริตศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า แม้ความประสงค์เดิมของจำเลยเป็นเรื่องที่จำเลยต้องการเช่าเหมืองแร่จากบริษัทปิยะทัสส์ จำกัด ไม่ต้องการทำสัญญาจ้างเหมาล้างแร่จากมูลดินทราย แต่เมื่อจำเลยยอมทำนิติกรรมตามความประสงค์ของคู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งเพื่อในที่สุดจะได้เข้าไปทำเหมืองแร่ตามที่ต้องการ ก็ย่อมแสดงว่าจำเลยเปลี่ยนมายินยอมผูกพันตามนิติกรรมที่ทำขึ้น เช็คพิพาทจึงเป็นเช็คที่จำเลยออกเพื่อชำระหนี้ตามสัญญา แล้ววินิจฉัยต่อไปว่า โจทก์ไม่ได้คบคิดกับนายศักดาผู้ทรงคนก่อนฉ้อฉลนำเช็คพิพาทมาฟ้องจำเลย ศาลฎีกาเห็นว่า ตามคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ตามที่กล่าวมาข้างต้นเป็นการวินิจฉัยว่า เช็คพิพาทเป็นเช็คที่มีมูลหนี้ซึ่งจำเลยจะต้องรับผิดต่อผู้ทรงเช็คนั้น จำเลยไม่ได้ฎีกาโต้เถียงในปัญหาข้อนี้ขึ้นมาให้ศาลฎีกาวินิจฉัย ข้อเท็จจริงจึงเป็นอันยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ดังนั้น แม้ศาลฎีกาจะวินิจฉัยตามปัญหาที่จำเลยฎีกามาว่า นายศักดาผู้ทรงคนก่อนเป็นนายจ้างของนายสมนึกผู้แทนบริษัทโจทก์ จำเลยไม่ทราบมาก่อนว่านายศักดาได้โอนเช็คพิพาทให้แก่โจทก์ บริษัทอวนินทร์ตัตถ จำกัด บริษัทปิยะทัสส์ จำกัด กับบริษัทโจทก์มีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกันและทราบเรื่องเกี่ยวกับเช็คพิพาท ก็ไม่เป็นประโยชน์แก่คดีของจำเลย เพราะไม่ทำให้การโอนเช็คพิพาทระหว่างนายศักดาผู้ทรงคนก่อนกับโจทก์เป็นการโอนด้วยคบคิดกันฉ้อฉลตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๙๑๖ ประกอบด้วยมาตรา ๙๘๙ ไปได้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยรับผิดชดใช้เงินตามเช็คพิพาทแก่โจทก์นั้นชอบแล้ว พิพากษายืน. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4107/2532 บริษัทนราสภาพร จำกัด โจทก์ นายพีรพงศ์ เจียรวโรภาส จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - บริษัทนราสภาพร จำกัด · จำเลย - นายพีรพงศ์ เจียรวโรภาส
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)เกียรติ จาตนิลพันธุ์ · บุญส่ง คล้ายแก้ว · ประชา บุญวนิช
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดกาญจนบุรี - นายวีระวัฒน์ ปวราจารย์ · ศาลอุทธรณ์ - นายทองเลื่อน พูลพิพัฒน์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 770/2535ฎีกา 3206/2537ฎีกา 99/2541ฎีกา 3345/2535ฎีกา 2409/2551ฎีกา 3616/2558ฎีกา 2902/2557ฎีกา 5332/2553ฎีกา 4549/2540ฎีกา 8735/2542ฎีกา 1360/2544ฎีกา 6321/2544ฎีกา 4432/2534ฎีกา 1733/2498ฎีกา 8444/2538ฎีกา 2170/2517ฎีกา 6058/2538ฎีกา 1165/2537ฎีกา 1959/2529ฎีกา 1746/2511ฎีกา 3827/2542ฎีกา 497/2539ฎีกา 459/2546ฎีกา 6196/2537
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา