⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 4356/2532

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4356/2532

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
เมื่อคู่ความตกลงกันในศาลให้เปลี่ยนแปลงข้อตกลงในสัญญาประนีประนอมยอมความที่ศาลพิพากษาตามยอมไปแล้ว และศาลได้บันทึกข้อตกลงใหม่นั้นไว้ในรายงานกระบวนพิจารณา ข้อตกลงใหม่ย่อมมีผลผูกพันคู่ความ และคู่ความต้องปฏิบัติตามข้อตกลงใหม่นั้น

ย่อคำพิพากษา

โจทก์และจำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความและศาลพิพากษาตามยอมแล้ว ต่อมาจำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลบังคับโจทก์ให้ดำเนินการตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ศาลสั่งให้นัดพร้อมในวันนัดพร้อม โจทก์ จำเลย ทนายโจทก์ ทนายจำเลยมาศาล โจทก์ได้ตกลงกับจำเลยในศาลมีข้อความว่า โจทก์จำเลยไม่อาจบังคับตามข้อ 2 ของสัญญาประนีประนอมยอมความจึงให้บังคับตามข้อ 1 แทน ศาลได้บันทึกข้อความดังกล่าวไว้ในรายงานกระบวนพิจารณาแล้ว ดังนี้จำเลยจะอ้างว่าข้อตกลงกันใหม่ไม่มีผลเปลี่ยนแปลงข้อตกลงในสัญญาประนีประนอมยอมความ และจำเลยไม่ต้องปฏิบัติตามข้อตกลงกันใหม่หาได้ไม่

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.138 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.271 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.850 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.852

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

คดีสืบเนื่องจากโจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยออกจากที่ดิน จำเลยให้การว่าจำเลยเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินแปลงนั้น ต่อมาโจทก์จำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความต่อหน้าศาล โดยจำเลยยอมออกจากที่ดินตาม น.ส.๓ ก. เลขที่ ๑๖๖๓ ภายในกำหนดเวลา ๓ เดือนนับแต่วันทำสัญญาประนีประนอมยอมความ หรือมิฉะนั้นจำเลยจะดำเนินการให้โจทก์ได้ทำสัญญาแลกเปลี่ยนที่ดินของโจทก์ตาม น.ส.๓ ก. เลขที่ ๑๖๖๓ กับที่ดินตาม น.ส.๓ เลขที่ ๕๐ ให้แล้วเสร็จภายใน ๓ เดือนนับแต่วันทำสัญญาประนีประนอมยอมความ หากผิดนัดจำเลยยอมให้โจทก์บังคับคดีได้ทันที ปรากฏตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ลงวันที่ ๒๙ มิถุนายน ๒๕๓๐ ข้อ ๑ ถึงข้อ ๓ ศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอมแล้วหลังจากนั้นมีการรังวัดแบ่งแยกที่ดินตาม น.ส.๓ เลขที่ ๕๐ ออกเป็นที่ดิน ๒ แปลง คือที่ดินตาม น.ส.๓ ก. เลขที่ ๒๒๘๙ และ ๒๒๙๐ จำเลยยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นเมื่อวันที่ ๖ พฤศจิกายน ๒๕๓๐ เพื่อขอให้บังคับโจทก์ไปจดทะเบียนแลกเปลี่ยนที่ดินของโจทก์ตาม น.ส.๓ ก.เลขที่ ๑๖๖๓ กับที่ดินตาม น.ส.๓ ก. เลขที่ ๒๒๙๐ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้นัดพร้อมระหว่างโจทก์กับจำเลย ในวันนัดพร้อมโจทก์จำเลยมาศาลและตกลงกันใหม่โดยให้ยกเลิกการบังคับชำระหนี้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความข้อ ๒ ที่ว่า จำเลยจะดำเนินการให้โจทก์ได้ทำสัญญาแลกเปลี่ยนที่ดินตาม น.ส.๓ ก. เลขที่ ๑๖๖๓ กับที่ดินตาม น.ส.๓ เลขที่ ๕๐ ซึ่งต่อมาได้แบ่งแยกออกเป็นที่ดิน ๒ แปลง คือที่ดินตาม น.ส.๓ ก. เลขที่ ๒๒๘๙ และ ๒๒๙๐ นั้นเสีย โดยให้บังคับชำระหนี้ได้เฉพาะตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ข้อ ๑ ที่ว่า จำเลยยอมออกจากที่ดินตาม น.ส.๓ ก. เลขที่ ๑๖๖๓ ภายในกำหนดเวลา ๓ เดือนนับแต่วันทำสัญญาประนีประนอมยอมความ ปรากฏตามข้อตกลงกันที่ศาลชั้นต้นบันทึกไว้ในรายงานกระบวนพิจารณาลงวันที่ ๒๖ พฤศจิกายน ๒๕๓๐ ครั้นวันที่ ๒ ธันวาคม ๒๕๓๐ จำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นเรียกโจทก์มาศาลเพื่อดำเนินการบังคับคดีตามสัญญาประนีประนอมยอมความข้อ ๒ โดยอ้างว่าข้อตกลงกันใหม่ระหว่างโจทก์กับจำเลยตามที่ศาลชั้นต้นบันทึกไว้นั้นไม่มีผลเปลี่ยนแปลงข้อตกลงในสัญญาประนีประนอมยอมความ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ข้อตกลงกันตามที่บันทึกไว้ในรายงานกระบวนพิจารณา ลงวันที่ ๒๖ พฤศจิกายน ๒๕๒๐ เป็นข้อตกลงของคู่ความทั้งสองฝ่ายซึ่งได้ลงลายมือชื่อรับรองไว้ จึงไม่มีเหตุที่จะเรียกโจทก์มา ให้ยกคำร้อง จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยฎีกาว่า ข้อตกลงกันใหม่ไม่มีผลเปลี่ยนแปลงข้อตกลงในสัญญาประนีประนอมยอมความ และจำเลยไม่ต้องปฏิบัติตามข้อตกลงกันใหม่นั้น เห็นว่า ในวันที่ ๒๖ พฤศจิกายน ๒๕๓๐ ซึ่งเป็นวันที่ศาลชั้นต้นนัดพร้อมระหว่างโจทก์กับจำเลยตามคำร้องของจำเลยนั้น โจทก์ จำเลย ทนายโจทก์กับทนายจำเลยมาศาล โจทก์ได้ตกลงกับจำเลยในศาลมีข้อความว่า โจทก์จำเลยไม่อาจบังคับตามข้อ ๒ ของสัญญาประนีประนอมยอมความ ลงวันที่ ๒๙ มิถุนายน ๒๕๓๐ จึงให้บังคับตามข้อ ๑ แทน ศาลชั้นต้นได้บันทึกข้อความดังกล่าวไว้ในรายงานกระบวนพิจารณาลงวันที่ ๒๖ พฤศจิกายน ๒๕๓๐ และท้ายรายงานกระบวนพิจารณามีตัวโจทก์กับตัวจำเลยลงลายมือชื่อรับรองไว้ส่วนทนายโจทก์กับทนายจำเลยได้ออกจากห้องพิจารณาก่อนที่จะมีการอ่านรายงานกระบวนพิจารณา เห็นได้ว่าขณะที่โจทก์กับจำเลยตกลงกันเช่นนั้น ตัวจำเลยกับทนายจำเลยมีอำนาจใช้ดุลพินิจไตร่ตรองได้เต็มที่ว่าข้อความที่จะตกลงกับโจทก์นั้นเหมาะสมแล้วหรือไม่ ถ้าหากเห็นว่าเสียเปรียบหรือไม่สมควร จำเลยกับทนายจำเลยก็มีอำนาจที่จะไม่ยอมตกลงและต่อรองได้ ทั้งเป็นเรื่องระหว่างโจทก์กับจำเลยที่จะตกลงกันเองตามความสมัครใจว่าจะบังคับกันตามสัญญาประนีประนอมยอมความนั้นเพียงใดหรือไม่ จึงอาจตกลงกันเป็นอย่างอื่นได้โดยไม่ถือว่าเป็นการผิดสัญญาประนีประนอมยอมความ เมื่อจำเลยกับทนายจำเลยได้ใช้ดุลพินิจไตร่ตรองข้อความที่จะตกลงกันโดยตลอดแล้วจำเลยจึงตกลงกับโจทก์ตามข้อความที่ศาลชั้นต้นบันทึกไว้เช่นนี้ จำเลยจะอ้างว่าข้อตกลงกันใหม่ไม่มีผลเปลี่ยนแปลงข้อตกลงในสัญญาประนีประนอมยอมความและจำเลยไม่ต้องปฏิบัติตามข้อตกลงกันใหม่หาได้ไม่ กรณีไม่มีเหตุที่จะเรียกโจทก์มาเพื่อดำเนินการบังคับคดีตามคำร้องของจำเลยศาลอุทธรณ์พิพากษาชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4356/2532 นายชาลี ขำบุญมี โจทก์ นายคล้าย สมนา จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นายชาลี ขำบุญมี · จำเลย - นายคล้าย สมนา
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)พัลลภ พิสิษฐ์สังฆการ · ถวิล ทองสว่างรัตน์ · อากาศ บำรุงชีพ
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดศรีสะเกษ - นายวิชัย อริยะนันทกะ · ศาลอุทธรณ์ - นายสวรรค์ ศักดารักษ์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 2660/2536ฎีกา 6789/2541ฎีกา 3996/2541ฎีกา 5610/2548ฎีกา 5801/2538ฎีกา 3808/2526ฎีกา 3581/2538ฎีกา 6193/2551ฎีกา 1415/2540ฎีกา 945/2504ฎีกา 2335/2551ฎีกา 1000/2505ฎีกา 1763/2551ฎีกา 7168/2542ฎีกา 6232/2534ฎีกา 2460/2517ฎีกา 643/2497ฎีกา 1897/2512ฎีกา 1646/2519ฎีกา 39/2524ฎีกา 7051/2540ฎีกา 161/2507ฎีกา 1818/2543ฎีกา 898/2534
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา