⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 44/2532

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 44/2532

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
เมื่อคู่สัญญาตกลงกำหนดเวลาและวิธีการส่งมอบเป็นข้อสาระสำคัญ หากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่รับชำระหนี้ตามที่ตกลงกัน ถือว่าฝ่ายนั้นเป็นฝ่ายผิดสัญญา และอีกฝ่ายมีสิทธิบอกเลิกสัญญาได้โดยไม่ต้องบอกกล่าว

ย่อคำพิพากษา

สัญญาซื้อขายเครื่องปรับอากาศที่กำหนดให้โจทก์ผู้ซื้อตระเตรียมสถานที่สำหรับการติดตั้งเดินสายไฟฟ้า และติดสวิตช์สำหรับเครื่องปรับอากาศให้แก่จำเลยผู้ขาย ย่อมเป็นสัญญาที่ถือเอากำหนดเวลาและวิธีการส่งมอบเป็นข้อสาระสำคัญ เมื่อถือกำหนดส่งมอบตามสัญญา โจทก์ไม่มีโรงแรมให้จำเลยเข้าติดตั้งส่งมอบเครื่องปรับอากาศ เป็นกรณีที่โจทก์ละเลยไม่รับชำระหนี้จากจำเลย โจทก์จึงเป็นฝ่ายผิดสัญญา จำเลยมีสิทธิบอกเลิกสัญญาได้โดยมิพักต้องบอกกล่าวตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 388 และมีสิทธิริบเงินมัดจำตามมาตรา 378(2).(ที่มา-ส่งเสริม)

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.378 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.388

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2521 โจทก์ได้ทำสัญญาซื้อเครื่องปรับอากาศยี่ห้อเฟดเดอร์จากจำเลย จำนวน 120เครื่องเป็นเงิน 1,260,000 บาท โจทก์วางมัดจำในวันทำสัญญา 126,000บาท โดยจำเลยจะส่งมอบเครื่องปรับอากาศแก่โจทก์ภายในวันที่ 31สิงหาคม 2522 จำนวน 60 เครื่อง และภายในวันที่ 31 ธันวาคม 2522อีกจำนวน 60 เครื่อง แต่จำเลยไม่จัดการตามกำหนด จำเลยจึงเป็นฝ่ายผิดสัญญา โจทก์ได้บอกเลิกสัญญาแล้ว จำเลยจึงต้องคืนเงินมัดจำพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ ขอให้บังคับจำเลยคืนเงิน 126,000 บาทพร้อมดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันทำสัญญาจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยให้การว่า จำเลยขายเครื่องปรับอากาศแก่โจทก์ตามฟ้องโดยมีข้อตกลงว่าต้องนำไปติดตั้งที่โรงแรมของโจทก์ โจทก์มีหน้าที่ต้องเตรียมสถานที่ ติดตั้งเดินสายไฟฟ้าและสวิตช์ไฟฟ้าสำหรับเครื่องปรับอากาศให้พร้อม ตามสัญญาข้อ 5 เมื่อถึงกำหนด จำเลยพร้อมที่จะส่งมอบ แต่โจทก์ยังก่อสร้างโรงแรมไม่เสร็จ และไม่สามารถเตรียมสถานที่ติดตั้งอุปกรณ์ต่าง ๆ ตามสัญญา โจทก์จึงเป็นฝ่ายผิดสัญญา โจทก์บอกเลิกสัญญาภายหลังจากครบกำหนดเวลาส่งมอบเกือบ 5 ปี โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกเงินมัดจำคืน คดีโจทก์ขาดอายุความ ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยคืนเงินมัดจำ 126,000 บาทพร้อมดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันที่ 12 เมษายน 2526 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว มีปัญหาว่ามีการเลิกสัญญาซื้อขายเครื่องปรับอากาศตามฟ้อง เพราะความผิดของโจทก์อันเป็นเหตุให้จำเลยริบมัดจำแล้วหรือไม่ข้อเท็จจริงได้ความจากโจทก์เองว่าโจทก์สร้างโรงแรมขึ้น 2 โรงที่ด้านขวาและด้านซ้ายของสถานีรถไฟนครศรีธรรมราช โรงแรมด้านขวาสร้างเมื่อ พ.ศ. 2521และให้นายเสรี พัวพันธ์ เช่าไปดำเนินกิจการและติดตั้งเครื่องปรับอากาศเองตั้งแต่เดือนเมษายน 2522 ส่วนโรงแรมด้านซ้ายสร้างเมื่อพ.ศ. 2523 เสร็จเมื่อ พ.ศ. 2526 แล้วให้ผู้อื่นเช่าไปดำเนินกิจการเช่นเดียวกัน แต่ตามสัญญาที่โจทก์ซื้อเครื่องปรับอากาศจากจำเลยเอกสารหมาย จ.1 ระบุในข้อ 4 ให้ผู้ขายส่งมอบเครื่องปรับอากาศแก่ผู้ซื้อภายในวันที่ 31 สิงหาคม 2522 และวันที่ 31 ธันวาคม 2522งวดละ 60 เครื่อง ระบุในข้อ 5 กับในหมายเหตุท้ายสัญญาว่าให้ผู้ขายนำเครื่องปรับอากาศไปติดตั้งให้แก่ผู้ซื้อโดยผู้ซื้อต้องเป็นผู้ชำระค่าขนส่งและต้องเตรียมช่องสำหรับติดตั้งเครื่องปรับอากาศเดินสายไฟฟ้า ติดสวิตช์สำหรับเครื่องปรับอากาศให้แก่ผู้ขายที่โรงแรมที่โจทก์สร้างขึ้นโดยเรียบร้อยครบถ้วน ดังนี้ ย่อมแสดงให้เห็นว่าคู่สัญญาถือเอากำหนดเวลาและวิธีการส่งมอบเป็นข้อสาระสำคัญ เมื่อถึงกำหนดส่งมอบเครื่องปรับอากาศตามสัญญาแล้วโจทก์ไม่มีโรงแรมให้จำเลยเข้าติดตั้งส่งมอบเนื่องจากโรงแรมหนึ่งโจทก์ให้นายเสรีเช่าไปก่อนแล้ว ส่วนอีกโรงแรมหนึ่งก็ยังไม่ได้สร้าง เป็นการละเลยไม่รับชำระหนี้จากจำเลย โจทก์จึงเป็นฝ่ายผิดสัญญา จำเลยมีสิทธิบอกเลิกสัญญาได้โดยมิพักต้องบอกกล่าวตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 388และมีสิทธิริบเงินมัดจำตามมาตรา 378 (2) ไม่ต้องคืนเงินมัดจำให้โจทก์ดังฟ้อง ที่โจทก์อ้างว่านายไพบูลย์ อร่ามกุล ตัวแทนจำเลยขอเลื่อนการส่งมอบงวดแรกไปส่งมอบพร้อมงวดหลัง แล้วไม่จัดการให้เป็นการเลื่อนเวลาไปโดยไม่มีกำหนด นั้น เป็นการกล่าวอ้างลอย ๆไม่มีพยานหลักฐานสนับสนุน ไม่น่าเชื่อ ตรงกันข้าม จำเลยมีนายมานิตย์เรืองธีระพันธ์ ผู้รับมอบอำนาจจากจำเลยและนายบุญตัก อุดมภาสกรผู้จัดการฝ่ายขายทั่วไปและเป็นผู้ลงชื่อแทนจำเลยในสัญญาซื้อขายเอกสารหมาย จ.1 มาเบิกความยืนยัน ตรงกันว่าจำเลยได้ติดต่อขอส่งมอบเครื่องปรับอากาศกับโจทก์ตามสัญญาทุกงวด แต่โจทก์ไม่พร้อมจะรับจำเลยจึงเลิกสัญญาและริบเงินมัดจำแล้ว ประกอบกับจำเลยเป็นเจ้าของสินค้าย่อมอยากขายเป็นธรรมดาเพราะต้องลงทุนไว้มาก หากขายได้อาจจะมีกำไรยิ่งกว่าริบมัดจำ ทั้งจำเลยก็พร้อมจะส่งมอบ ดังจะเห็นได้จากการที่จำเลยสามารถขายเครื่องปรับอากาศขนาดและชนิดเดียวกันนี้ให้นายเสรี พัวพันธ์ ในเดือนกันยายน 2522 ปรากฏตามคดีของศาลแพ่งหมายเลขแดงที่ 7489/2524 พยานหลักฐานของจำเลยจึงมีน้ำหนักและเหตุผลยิ่งกว่าของโจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้โจทก์ชนะคดีมานั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาจำเลยฟังขึ้น" พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 44/2532 นาย เสรี เลี้ยง สว่าง วงศ์ โจทก์ บริษัท เฟดเดอร์สมาร์เกทติ้งเซอร์วิส จำกัด จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นาย เสรี เลี้ยง สว่าง วงศ์ · จำเลย - บริษัท เฟดเดอร์สมาร์เกทติ้งเซอร์วิส จำกัด
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ปชา วรธรรมพินิจ · เสียง ตรีวิมล · วีระชัย สูตรสุวรรณ
แหล่งที่มาสำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 590/2470ฎีกา 585/2543ฎีกา 770/2486ฎีกา 4015/2528ฎีกา 5282/2540ฎีกา 6239/2551ฎีกา 1658/2527ฎีกา 2009/2515ฎีกา 2139/2565ฎีกา 788/2499ฎีกา 570/2488ฎีกา 1946/2516ฎีกา 73/2522ฎีกา 1039/2541ฎีกา 2720/2526ฎีกา 1434/2537ฎีกา 91/2541ฎีกา 4932/2541ฎีกา 3064/2523ฎีกา 3974/2532ฎีกา 4002/2543ฎีกา 1446/2541ฎีกา 2009/2524ฎีกา 3052/2528
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ