⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 690/2532

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 690/2532

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การกระทำที่หลีกเลี่ยงและฝ่าฝืนกฎหมายที่มีวัตถุประสงค์เพื่อความปลอดภัยของประชาชน หรือเพื่อป้องกันความเสียหายอันอาจเกิดแก่ประชาชน ถือเป็นภยันตรายต่อประชาชน และอาจเป็นเหตุให้ขาดความเชื่อถือ ซึ่งส่งผลเสียหายต่อเศรษฐกิจของประเทศ การกระทำดังกล่าวไม่มีเหตุสมควรที่จะรอการลงโทษจำคุก

ย่อคำพิพากษา

จำเลยที่ 2 ผลิตเหล็กเส้นที่ใช้ในการก่อสร้างไม่ได้มาตรฐานเป็นจำนวนมากโดยหลีกเลี่ยงและฝ่าฝืนต่อกฎหมายที่มีวัตถุประสงค์เพื่อความปลอดภัยหรือเพื่อป้องกันความเสียหายอันอาจจะเกิดแก่ประชาชน นับได้ว่าเป็นภยันตรายต่อประชาชนและอาจเป็นเหตุให้ประชาชนขาดความนิยมเชื่อถือ อันจะก่อให้เกิดความไม่มั่นคงในการประกอบกิจการอุตสาหกรรมเหล็กเส้นซึ่งเป็นผลเสียหายแก่เศรษฐกิจของประเทศ ทั้งจำเลยที่ 2 เคยผลิตเหล็กเส้นไม่ได้มาตรฐานจนถูกศาลพิพากษาลงโทษไปแล้ว เมื่อศาลชั้นต้นหมายนัดจำเลยที่ 2 มาฟังคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์จำเลยที่ 2 หลีกเลี่ยงไม่มาฟังคำพิพากษา ศาลชั้นต้นต้องออกหมายจับและก็ยังไม่ได้ตัวจำเลยที่ 2 มารับโทษตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ดังนี้ พฤติการณ์แห่งคดีจึงไม่มีเหตุสมควรที่จะรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยที่ 2.(ที่มา-ส่งเสริม)

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายอาญา ม.56

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสามได้ร่วมกันทำผลิตเหล็กเส้นเสริมคอนกรีตขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 5.5 มิลลิเมตร จำนวน 12 มัด มัดละ400 เส้น น้ำหนัก 9.6 ตัน อันเป็นผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมเหล็กเส้นเสริมคอนกรีตที่ต้องเป็นไปตามมาตรฐาน ไม่เป็นไปตามมาตรฐานโดยไม่ได้รับอนุญาต ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม พ.ศ. 2511 มาตรา 15, 17, 20, 48 พระราชกฤษฎีกากำหนดให้ผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมเหล็กเส้นเสริมคอนกรีตต้องเป็นไปตามมาตรฐาน (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2521 ประกาศกระทรวงอุตสาหกรรมฉบับที่ 267 (พ.ศ. 2520) เรื่อง กำหนดมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมเหล็กเส้นเสริมคอนกรีต เหล็กรีดซ้ำ ลงวันที่ 11 มีนาคม 2520 จำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามพระราชบัญญัติมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม พ.ศ. 2511 มาตรา 15, 17, 20, 48พระราชกฤษฎีกากำหนดให้ผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมเหล็กเส้นเสริมคอนกรีตต้องเป็นไปตามมาตรฐาน (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2521ประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม ฉบับที่ 267 (พ.ศ. 2520) เรื่อง กำหนดมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมเหล็กเส้นเสริมคอนกรีต เหล็กรีดซ้ำลงวันที่ 11 มีนาคม 2520 ให้ลงโทษปรับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 50,000บาท ลงโทษจำเลยที่ 2 และที่ 3 จำคุกคนละ 2 ปี และปรับคนละ 50,000บาท จำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงปรับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 25,000 บาทจำคุกจำเลยที่ 2 และที่ 3 คนละ 1 ปี และปรับคนละ 25,000 บาทโทษจำคุกจำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2ปี ให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก 3 เดือน ต่อ 1 ครั้ง ภายในระยะเวลา 1 ปี ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 โจทก์อุทธรณ์ขอให้ลงโทษจำคุกจำเลยที่ 2 และที่ 3 โดยไม่รอการลงโทษ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำคุกจำเลยที่ 2 โดยไม่รอการลงโทษและไม่ปรับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยที่ 2 ฎีกา โดยมีผู้พิพากษาที่ลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงได้ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า 'ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ตามวันเวลาเกิดเหตุ จำเลยที่ 2 ได้ผลิตเหล็กเส้นขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 5.5มิลลิเมตร จำนวน 12 มัด มัดละ 400 เส้น น้ำหนัก 9.6 ตัน ไม่ได้มาตรฐานตามกฎหมาย คดีมีปัญหาวินิจฉัยในชั้นนี้ตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า สมควรรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยที่ 2 หรือไม่พิเคราะห์แล้วเห็นว่า การที่จำเลยที่ 2 ผลิตเหล็กเส้นอันเป็นวัสดุที่ใช้ในการก่อสร้างไม่ได้มาตรฐานเป็นจำนวนมากนั้น เป็นการหลีกเลี่ยงและฝ่าฝืนต่อกฎหมายที่มีวัตถุประสงค์เพื่อความปลอดภัย หรือเพื่อป้องกันความเสียหายอันอาจจะเกิดแก่ประชาชนการกระทำของจำเลยจึงนับได้ว่าเป็นภยันตรายต่อประชาชน และอาจเป็นเหตุให้ประชาชนขาดความนิยมเชื่อถืออันจะก่อให้เกิดความไม่มั่นคงในการประกอบกิจการอุตสาหกรรมเหล็กเส้นซึ่งเป็นผลเสียหายแก่เศรษฐกิจของประเทศ ทั้งยังปรากฏจากรายงานการสืบเสาะและพินิจของพนักงานคุมประพฤติว่าก่อนเกิดเหตุคดีนี้ จำเลยที่ 2 เคยผลิตเหล็กเส้นไม่ได้มาตรฐานจนถูกศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษไปแล้ว จำเลยที่ 2กลับมากระทำความผิดทำนองเดียวกันนี้อีก โดยหาได้สำนึกผิดและเกรงกลัวต่อกฎหมายของบ้านเมืองแต่อย่างใดไม่ นอกจากนี้เมื่อศาลชั้นต้นหมายนัดจำเลยที่ 2 มาฟังคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ จำเลยที่ 2 ได้หลีกเลี่ยงไม่มาฟังคำพิพากษาจนศาลชั้นต้นต้องออกหมายจับจำเลยที่ 2 มาฟังคำพิพากษา และตั้งแต่ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาลับหลังจำเลยที่ 2 และออกหมายจับจำเลยที่ 2มารับโทษตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ก็ยังไม่ได้ตัวจำเลยที่ 2 มา ดังนี้ พฤติการณ์แห่งคดีจึงไม่มีเหตุสมควรที่จะรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยที่ 2...' พิพากษายืน. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 690/2532 พนักงานอัยการ ศาลแขวง ธนบุ รี โจทก์ บริษัท อินเตอร์เนชั่นแนลสตีลเวอร์ค จำกัด กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการ ศาลแขวง ธนบุ รี · จำเลย - บริษัท อินเตอร์เนชั่นแนลสตีลเวอร์ค จำกัด กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)กู้เกียรติ สุนทรบุระ · ศักดิ์ สนองชาติ · สุวรรณ ตระการพันธุ์
แหล่งที่มาสำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 17225/2557ฎีกา 1891/2500ฎีกา 7074/2541ฎีกา 5598/2540ฎีกา 633/2540ฎีกา 2724/2550ฎีกา 664/2520ฎีกา 3911/2568ฎีกา 412/2540ฎีกา 370/2542ฎีกา 187/2530ฎีกา 1049/2539ฎีกา 170/2539ฎีกา 6318/2534ฎีกา 1935/2541ฎีกา 4380/2542ฎีกา 4042/2547ฎีกา 5509/2549ฎีกา 3576/2536ฎีกา 1594/2523ฎีกา 4018/2542ฎีกา 2994/2540ฎีกา 5093/2548ฎีกา 9575/2544
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ