⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 117/2533

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 117/2533

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การกระทำของจำเลยเป็นการป้องกันพอสมควรแก่เหตุ เมื่อโจทก์ร่วมเป็นฝ่ายก่อเหตุบุกรุกและใช้อาวุธปืนจะทำร้ายผู้อื่นก่อน

ย่อคำพิพากษา

โจทก์ร่วมเมาสุรา และพกอาวุธปืนบุกรุกเข้าไปตบหน้า ค.บนบ้านเนื่องจากโกรธ ค. ที่นำไม้ขวางทางขนถ่านของโจทก์ร่วมแล้วชักอาวุธปืนจะยิงจำเลยซึ่งเข้ามาขัดขวางมิให้โจทก์ร่วมทำร้ายร่างกาย ค. อีก จำเลยจึงใช้อาวุธปืนยิงโจทก์ร่วมเพื่อป้องกันตัว การกระทำของจำเลยถือได้ว่าเป็นการป้องกันพอสมควรแก่เหตุ.

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายอาญา ม.68

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 80,90 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิดดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 72คำสั่งของคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ฉบับที่ 44 ลงวันที่ 21ตุลาคม 2519 ข้อ 6 พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา(ฉบับที่ 6) พ.ศ. 2526 มาตรา 4 และริบของกลาง จำเลยให้การปฏิเสธ ระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าเป็นโจทก์ร่วม ศาลชั้นต้นอนุญาต ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา80, 288 (ที่แก้ไขแล้ว) พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืนวัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490มาตรา 7, 72 คำสั่งของคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ฉบับที่ 44ลงวันที่ 21 ตุลาคม 2519 ข้อ 6 ลงโทษฐานมีอาวุธปืนไม่มีทะเบียนไว้ในความครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 1 ปี จำเลยให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์ต่อการพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้วจำคุก 8เดือน ฐานพยายามฆ่า จำคุก 10 ปี รวมจำคุก 10 ปี 8 เดือน และริบของกลาง จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ข้อหาพยายามฆ่าตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 80 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์และโจทก์ร่วมฎีกาขอให้ลงโทษตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ปรากฏจากคำเบิกความของโจทก์ร่วมว่า โจทก์ร่วมได้ชวนนายพั่ว อัตรา ซึ่งเป็นผู้เฒ่าผู้แก่ไปที่บ้านนางคำไฝหรือตื๋อ ทรัพย์เสริม เพื่อช่วยเจรจาเรื่องที่นางคำไฝนำไม้และหนามไปวางขวางทางขนถ่านของโจทก์ร่วม พบนางคำไฝอยู่บ้านคนเดียว นางคำไฝรับว่านำไม้ไปขวางทางจริง จึงเกิดโต้เถียงกัน นางคำไฝร้องเอะอะโวยวายว่าโจทก์ร่วมจะฆ่าโจทก์ร่วมจึงบอกว่านางคำไฝเป็นรุ่นลูกหลานอย่าพูดจารุนแรงและได้ใช้มือตบที่แขนนางคำไฝเบา ๆ นางคำไฝร้องเรียกให้คนช่วยนายน้อย ภูบุญทอง น้องของนางคำไฝขึ้นมาบนบ้านทุบขวดน้ำปลาเป็นปากฉลามแล้วพูดว่าถ้าโจทก์ร่วมจะฆ่านางคำไฝ จะใช้ขวดแทงโจทก์ร่วม โจทก์ร่วมบอกว่าไม่ได้มาทำร้ายนางคำไฝ เพียงแต่มาพูดจาสั่งสอน พร้อมทั้งเลิกชายเสื้อขึ้นให้นายน้อยดูว่าไม่มีอาวุธมาด้วย นายน้อยจึงโยนขวดทิ้ง จากนั้นโจทก์ร่วมจึงชวนนายพั่วลงจากบ้านแล้วเดินนำนายพั่วไปจนถึงรั้วบ้าน นายลำไพ อัตราบุตรของนายพั่วเข้ามาดึงชายเสื้อด้านหลังของโจทก์ร่วม โจทก์ร่วมจึงหยุด นายสมพงษ์ อัตรา น้องของนายลำไพมาชกที่ลำคอด้านซ้ายของโจทก์ร่วม 1 ที ในขณะที่นายลำไพกอดรัดโจทก์ร่วมอยู่โจทก์ร่วมดิ้นรนจนออกไปนอกถนนได้ยินเสียงคนถามชื่อโจทก์ร่วมโจทก์ร่วมหันไปดู เห็นจำเลยซึ่งเป็นน้องของนางคำไฝถืออาวุธปืนแก๊ปยาวจ้องปลายกระบอกปืนมาที่โจทก์ร่วมห่างกันประมาณ 1 ฟุตแล้วจำเลยพูดว่ามึงตาย โจทก์ร่วมจึงผลักตัวถอยหลัง ขณะเดียวกันนายลำไพปล่อยโจทก์ร่วมและผลักโจทก์ร่วมออกไป จำเลยจึงใช้อาวุธปืนยิงโจทก์ร่วม 1 นัด ถูกที่หน้าอกและแขนของโจทก์ร่วม จากนั้นนายสมพงษ์ นายลำไพและนายน้อยเข้ามาช่วยจับโจทก์ร่วมไว้เพื่อให้จำเลยใช้ด้ามปืนตี แต่นางหนูจันทร์ ลีประเสริฐ บุตรของโจทก์ร่วมเข้ามาห้ามไว้ทัน แล้วนำโจทก์ร่วมไปส่งโรงพยาบาลจังหวัดกาฬสินธุ์ก่อนเกิดเหตุโจทก์ร่วมไม่ได้ดื่มสุรา แต่ปรากฏจากคำเบิกความของนางคำไฝหรือตื๋อ ทรัพย์เสริม พยานโจทก์ว่า โจทก์ร่วมขึ้นมาต่อว่านางคำไฝบนบ้านเรื่องเอาไม้ไปขวางทาง นางคำไฝบอกว่าเป็นที่ดินของนางคำไฝ ไม่ใช่ทางขนถ่าน โจทก์ร่วมเข้ามาจับแขนและตบหน้านางคำไฝ 3 ที นางคำไฝล้มลงจึงหยิบมีดมาถือไว้ โจทก์ร่วมท้าให้นางคำไฝแทง นางคำไฝไม่แทง โจทก์ร่วมได้ชักอาวุธปืนออกมาจากเอวนางคำไฝจึงร้องให้คนช่วยและวิ่งหนีลงจากบ้าน โจทก์ร่วมวิ่งตามมาเมื่อนางคำไฝวิ่งมาถึงถนน ได้ยินเสียงจำเลยพูดว่า มาทำอะไรนางคำไฝ โจทก์ร่วมพูดว่า ทำอะไรก็อย่ามายุ่งกับโจทก์ร่วม นางคำไฝได้ยินเสียงปืน 1 นัด จึงหันมาดูเห็นจำเลยถืออาวุธปืนแก๊ปยาวอยู่ห่างโจทก์ร่วมประมาณ 6-7 เมตร จึงทราบว่าจำเลยยิงโจทก์ร่วมขณะโจทก์ร่วมถูกยิงไม่มีผู้ใดจับโจทก์ร่วมไว้ ซึ่งแตกต่างกับคำเบิกความของโจทก์ร่วม ยิ่งกว่านี้หลังจากเกิดเหตุแล้วนางคำไฝยังได้ไปแจ้งความต่อพนักงานสอบสวนในคืนเกิดเหตุนั้นเองว่าโจทก์ร่วมบุกรุกเข้าไปทำร้ายร่างกายนางคำไฝบนบ้าน ปรากฏตามคำเบิกความของร้อยตำรวจตรีปริญญา สุทธิสินธุ์ พนักงานสอบสวนพยานโจทก์ ซึ่งโจทก์ร่วมถูกดำเนินคดีในข้อหาบุกรุกและทำร้ายร่างกายนางคำไฝด้วย ทั้งร้อยตำรวจตรีปริญญายังเบิกความต่อไปว่า จากการสอบพยานที่อยู่ในเหตุการณ์ได้ความว่าโจทก์ร่วมนำอาวุธปืนไปด้วยและจากการสอบสวนจำเลยบอกว่ายิงโจทก์ร่วม เนื่องจากโจทก์ร่วมจะยิงจำเลยก่อน ซึ่งตรงกับคำเบิกความของจำเลย และร้อยตำรวจตรีปริญญายังเบิกความต่อไปอีกว่า ตอนไปสอบคำให้การโจทก์ร่วมที่โรงพยาบาลในวันเกิดเหตุ โจทก์ร่วมยังมีอาการเมาสุรา ข้อเท็จจริงจึงเชื่อได้ว่าโจทก์ร่วมเมาสุราและพกอาวุธปืนบุกรุกเข้าไปตบหน้านางคำไฝบนบ้านเนื่องจากโกรธนางคำไฝที่นำไม้ขวางทางขนถ่านของโจทก์ร่วม แล้วชักอาวุธปืนจะยิงจำเลยซึ่งเข้ามาขัดขวางมิให้โจทก์ร่วมทำร้ายร่างกายนางคำไฝอีก จำเลยจึงใช้อาวุธปืนยิงโจทก์ร่วมเพื่อป้องกันตัว การกระทำของจำเลยถือได้ว่าเป็นการป้องกันพอสมควรแก่เหตุ..." พิพากษายืน. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 117/2533 พนักงานอัยการ จังหวัด กาฬสินธุ์ โจทก์ โจทก์ร่วม โจทก์ นาย จู ลี ประเสริฐ โจทก์ นาย ละ มุล หรือ จ่อย ภู บุญ ทอง จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการ จังหวัด กาฬสินธุ์ · โจทก์ - โจทก์ร่วม · โจทก์ - นาย จู ลี ประเสริฐ · จำเลย - นาย ละ มุล หรือ จ่อย ภู บุญ ทอง
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)เสียง ตรีวิมล · บุญศรี กอบบุญ · สมศักดิ์ วิธุรัติ
แหล่งที่มาสำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 3045/2526ฎีกา 2669/2538ฎีกา 1073/2510ฎีกา 625/2518ฎีกา 729/2508ฎีกา 2284/2514ฎีกา 2143/2514ฎีกา 226/2529ฎีกา 5252/2537ฎีกา 4180/2539ฎีกา 3869/2546ฎีกา 415/2509ฎีกา 175/2514ฎีกา 9308/2546ฎีกา 2470/2515ฎีกา 602/2529ฎีกา 2423/2533ฎีกา 1309/2513ฎีกา 1893/2533ฎีกา 1944/2514ฎีกา 1165/2537ฎีกา 2494/2520ฎีกา 410/2546ฎีกา 1643/2554
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ