⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1186/2533

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1186/2533

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
ข้อตกลงท้าสาบานที่คู่ความกำหนดเงื่อนไขให้บุคคลภายนอกสาบานตนเพื่อวินิจฉัยข้อแพ้ชนะในคดี ถือมีผลบังคับระหว่างคู่ความ หากคำท้าสาบานนั้นตรงกับประเด็นข้อพิพาทแห่งคดี.

ย่อคำพิพากษา

การที่โจทก์และจำเลยทั้งสองตกลงท้ากันให้ ก. กับ พ. ซึ่งเป็นบุคคลที่จำเลยอ้างว่าได้รับชำระหนี้จากจำเลยแทนโจทก์สาบานตนตามที่จำเลยทั้งสองเป็นผู้กล่าวนำสาบาน ถ้า ก. กับ พ.สาบานได้ว่ายังไม่ได้รับชำระหนี้จากจำเลยไปครบถ้วนแล้ว จำเลยทั้งสองยอมแพ้คดีถ้าไม่กล้าสาบานโจทก์ยอมแพ้คดีนั้น แม้ ก. กับ พ. จะมิใช่โจทก์หรือผู้มีส่วนได้เสียก็ตาม การสาบานตนของบุคคลทั้งสองก็เป็นเงื่อนไขที่คู่กรณีกำหนดขึ้นเพื่อให้ศาลวินิจฉัยข้อแพ้ชนะในคดีทั้งคำท้าสาบานก็ตรงกับประเด็นข้อพิพาทแห่งคดีที่ศาลกำหนดไว้แล้ว ข้อตกลงท้ากันดังกล่าวจึงมีผลบังคับระหว่างคู่ความ โจทก์และจำเลยทั้งสองรู้จัก ก. และ พ. ผู้สาบานซึ่งเป็นสามีภรรยากันมาก่อนในวันนัดสาบานตัว ฝ่ายจำเลยได้นำสาบานโดยมิได้โต้แย้งคัดค้านเรื่องตัวผู้สาบาน ผู้สาบานได้สาบานตามคำท้าแล้ว โจทก์ จำเลยทั้งสองและผู้สาบานลงชื่อในรายงานกระบวนพิจารณาของศาล โดยผู้สาบานลงชื่อว่า จ. และ พ. ไม่มีผู้ใดโต้แย้งคัดค้าน แสดงว่า ก. ซึ่งคู่ความตกลงให้เป็นผู้สาบาน กับ จ. ซึ่งสาบานและลงชื่อไว้นั้นเป็นบุคคลคนเดียวกัน แต่มี 2 ชื่อภายหลังฝ่ายจำเลยจึงจะอ้างว่า จ. กับ ก. เป็นคนละคนกันไม่มีสิทธิสาบาน คำสาบานของ จ. ขัดต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชนหาได้ไม่

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.38 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.49 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.84 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.138 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.183

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ ๑ ยืมเงิน ๑๐๐,๐๐๐ บาทจากโจทก์โดยตกลงชำระดอกเบี้ยตามกฎหมาย จำเลยที่ ๒ ทำสัญญาค้ำประกันจำเลยที่ ๑ ต่อโจทก์ นับแต่วันกู้จนถึงปัจจุบัน จำเลยที่ ๑ ไม่ชำระเงินต้นและดอกเบี้ย โจทก์ทวงถามแล้ว จำเลยทั้งสองเพิกเฉยขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชำระเงิน ๑๑๕,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีของต้นเงิน ๑๐๐,๐๐๐ บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยทั้งสองให้การว่า หนี้ตามสัญญากู้ตามฟ้อง โจทก์เคยมอบอำนาจให้ผู้มีชื่อฟ้องจำเลยต่อศาลชั้นต้น และจำเลยทั้งสองได้ชำระหนี้เงินกู้ให้แก่ผู้มีชื่อซึ่งเป็นสามีผู้รับมอบอำนาจจากโจทก์นั้นไว้แทนโจทก์ครบถ้วนแล้ว จำเลยทั้งสองจึงไม่ต้องรับผิดขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นทำการชี้สองสถานกำหนดประเด็นข้อพิพาทเพียงข้อเดียวว่าจำเลยทั้งสองจะต้องรับผิดชำระเงินต้นรวมดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ดังฟ้องโจทก์หรือไม่ และให้จำเลยทั้งสองนำพยานเข้าสืบก่อน ในวันนัดสืบพยานจำเลย คู่ความท้ากันว่า ถ้านายกำจัดกับนางเพิ่มพัตร์หรือเพิ่มภัทร สุวรรณเจริญ ซึ่งเป็นสามีภรรยาด้วยกันยอมรับคำท้าสาบานจากฝ่ายจำเลยทั้งสองว่ายังไม่ได้รับชำระหนี้จากจำเลยไปครบถ้วนแล้ว จำเลยทั้งสองจะยอมรับผิด แต่ถ้านายกำจัดกับนางเพิ่มพัตร์หรือเพิ่มภัทรไม่กล้าสาบาน ขอให้ศาลยกฟ้องคู่ความจะให้คนทั้งสองไปสาบานต่อหน้าศาลเสด็จกรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ ที่ตำบลปากน้ำหลังสวน และที่โบสถ์คริสต์จักรอำเภอหลังสวน ในวันที่ ๖ พฤศจิกายน ๒๕๒๙ เวลา ๑๓.๓๐ นาฬิกาโดยให้จำเลยทั้งสองเป็นผู้กล่าวนำสาบานตามคำท้า ศาลชั้นต้นพิเคราะห์แล้วเห็นว่า เมื่อคู่ความตกลงท้ากัน ซึ่งเป็นประเด็นโดยตรงในข้อพิพาท จึงอนุญาตตามที่คู่ความขอ ในวันนัดคณะผู้พิพากษาศาลชั้นต้นซึ่งไปเผชิญสืบพร้อมกับคู่ความด้วยจดรายงานกระบวนพิจารณาไว้ว่า คู่ความทั้งสองฝ่ายมาศาลพร้อม จากนั้นคู่ความได้นำไปสาบานต่อหน้าศาลเสด็จกรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ ฝ่ายจำเลยนำสาบานตรงตามคำท้าตามที่คู่ความตกลงกัน จากนั้นจึงเดินทางไปสาบานต่อคริสต์จักร อำเภอหลังสวนฝ่ายจำเลยนำสาบาน ซึ่งฝ่ายผู้สาบานได้ปฏิบัติตรงตามคำท้าแล้ว ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน ๑๐๐,๐๐๐ บาทพร้อมดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ ๒ เมษายน ๒๕๒๗ จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ ๑ ชำระเงิน๑๑๕,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีในต้นเงิน ๑๐๐,๐๐๐บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยที่ ๑ ไม่ชำระหรือชำระไม่ครบถ้วน ให้จำเลยที่ ๒ ชำระแทนจนครบถ้วนแก่โจทก์ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยทั้งสองฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่า นายกำจัดและนางเพิ่มพัตร์หรือเพิ่มภัทรมิใช่โจทก์ จึงมิใช่ผู้มีส่วนได้เสียทำให้คำท้าสาบานไม่ตรงกับประเด็นข้อพิพาท คำท้าสาบานจึงขัดต่อกฎหมายนั้น เห็นว่า เมื่อโจทก์และจำเลยทั้งสองตกลงท้ากันว่าถ้านายกำจัดกับนางเพิ่มพัตร์หรือเพิ่มภัทรสาบานตัวตามที่จำเลยทั้งสองเป็นผู้กล่าวนำสาบานตามคำท้าได้ จำเลยทั้งสองยอมแพ้คดีถ้าไม่กล้าสาบานโจทก์ยอมแพ้คดี การสาบานตนของบุคคลทั้งสองจึงเป็นเงื่อนไขที่คู่กรณีกำหนดขึ้นเพื่อให้ศาลวินิจฉัยข้อแพ้ชนะในคดี แม้นายกำจัดและนางเพิ่มพัตร์หรือเพิ่มภัทรจะมิใช่โจทก์แต่เป็นบุคคลที่จำเลยอ้างว่าเป็นผู้รับชำระหนี้จากจำเลย ข้อตกลงดังกล่าวจึงมีผลบังคับระหว่างคู่ความ ทั้งคำท้าสาบานดังกล่าวก็ตรงกับประเด็นข้อพิพาทแห่งคดีที่ศาลชั้นต้นกำหนดไว้แล้วฎีกาจำเลยทั้งสองข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ส่วนที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่า ตามคำท้าของคู่ความตกลงกันให้นายกำจัด สุวรรณเจริญ มาสาบานตัว แต่ในวันสาบานปรากฏว่านายจักรพงษ์ สุวรรณเจริญ มาสาบานตามคำท้า นายจักรพงษ์นั้นมิใช่นายกำจัด นายจักรพงษ์จึงไม่มีสิทธิสาบานเพราะเป็นบุคคลคนละคนกันคำสาบานของนายจักรพงษ์จึงขัดต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชนเป็นโมฆะนั้น เห็นว่า ในวันที่คู่ความตกลงท้ากัน ตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นลงวันที่ ๓๑ ตุลาคม ๒๕๒๙ นั้นคู่ความตกลงกันให้นายกำจัดกับนางเพิ่มพัตร์หรือเพิ่มภัทรสุวรรณเจริญ ซึ่งเป็นสามีภรรยาด้วยกันสาบานตน โดยจำเลยทั้งสองจะเป็นผู้กล่าวนำสาบานตามคำท้า ข้อเท็จจริงจึงมีเหตุผลให้เชื่อได้ว่าทั้งโจทก์และจำเลยทั้งสองต้องรู้จักตัวนายกำจัดและนางเพิ่มพัตร์หรือเพิ่มภัทรมาก่อน ต่อมาในวันนัดสาบานตัว คู่ความนำฝ่ายผู้สาบานไปสาบาน ณ สถานที่ที่ตกลงท้ากัน ฝ่ายจำเลยนำสาบานซึ่งฝ่ายผู้สาบานได้ปฏิบัติตรงตามคำท้าแล้ว โจทก์ จำเลยทั้งสอง นายจักรพงษ์และนางเพิ่มพัตร์หรือเพิ่มภัทรลงลายมือชื่อไว้ในรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นลงวันที่ ๖ พฤศจิกายน ๒๕๒๙โดยไม่มีผู้ใดโต้แย้งคัดค้าน เมื่อจำเลยทั้งสองเป็นผู้กล่าวนำสาบานตามคำท้า จำเลยทั้งสองต้องทราบดีว่าบุคคลทั้งสองที่ตนนำให้สาบานตามคำท้านั้นเป็นบุคคลที่จำเลยทั้งสองประสงค์จะให้สาบานตัวตามคำฟ้องหรือไม่ เมื่อจำเลยทั้งสองนำบุคคลทั้งสองให้สาบานตัวโดยไม่ได้โต้แย้งทักท้วงแต่อย่างใดแสดงว่าบุคคลทั้งสองที่สาบานตัวนั้น คนหนึ่งคือนายกำจัด สุวรรณเจริญ หรือนายจักรพงษ์ สุวรรณเจริญ หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือนายกำจัดกับนายจักรพงษ์เป็นบุคคลคนเดียวกันแต่มีสองชื่อนั่นเอง ฎีกาจำเลยทั้งสองข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นชอบแล้ว พิพากษายืน. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1186/2533 นางสาวนิตยา เนตรสุวรรณ โจทก์ นายโยธิน พรหมศิวรักษ์ กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นางสาวนิตยา เนตรสุวรรณ · จำเลย - นายโยธิน พรหมศิวรักษ์ กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ประศาสน์ ธำรงกาญจน์ · ถาวร ตันตราภรณ์ · วินัย กันนะ
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดหลังสวน - นายดำรงศักดิ์ พงษ์สวัสดิ์ · ศาลอุทธรณ์ - นายสุทธิ อินทุเศรษฐ
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 5473/2548ฎีกา 7919/2553ฎีกา 3996/2541ฎีกา 3206/2537ฎีกา 685/2550ฎีกา 1415/2540ฎีกา 8875/2542ฎีกา 2135/2518ฎีกา 4041/2542ฎีกา 1360/2544ฎีกา 1765/2492ฎีกา 6039/2537ฎีกา 5712/2541ฎีกา 2709/2538ฎีกา 70/2518ฎีกา 591/2513ฎีกา 1561-1562/2518ฎีกา 848/2534ฎีกา 963/2536ฎีกา 119/2532ฎีกา 1616/2522ฎีกา 4636/2543ฎีกา 4185/2547ฎีกา 4484/2536
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา