⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1267/2533

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1267/2533

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การละทิ้งการครอบครองทรัพย์สินโดยมีเจตนาที่จะไม่ยึดถือทรัพย์สินนั้นต่อไป เป็นการสละเจตนาครอบครอง ทำให้การครอบครองสิ้นสุดลง และบุคคลอื่นสามารถเข้าครอบครองทรัพย์สินนั้นได้โดยชอบ.

ย่อคำพิพากษา

ที่ดินพิพาทโจทก์มีแต่ สิทธิครอบครอง เมื่อโจทก์ละทิ้ง ที่ดิน พิพาทมานานถึง 7-8 ปี ถือ ได้ ว่าโจทก์สละเจตนาครอบครองหรือ ไม่ยึดถือทรัพย์สินพิพาทต่อไปการครอบครองของโจทก์ย่อมสุดสิ้นลงตาม ป.พ.พ. มาตรา 1377 ดังนี้ เมื่อจำเลยเข้ายึดถือที่ดิน พิพาททำประโยชน์ปลูกยางพาราโดย เจตนายึดถือเพื่อตน หลังจากการครอบครองของโจทก์สุดสิ้นแล้ว ดังนี้ จำเลยได้ สิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทตาม ป.พ.พ. มาตรา 1367 และไม่เป็นการละเมิดต่อ โจทก์.

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.420 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1367 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1377

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยได้บุกรุกเข้าไป ในที่ดินของโจทก์โดยตัดต้นยางพาราพันธุ์พื้นเมืองและปลูกยางพาราขึ้นแทนต้นยางพาราเดิมของโจทก์เนื้อที่ประมาณ 3 ไร่ และจำเลยนำรถแทรกเตอร์บุกรุกเข้าไถทำลายต้นยางพาราของโจทก์อีกประมาณ 3 ไร่ โจทก์ขอให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหาย จำเลยกลับโต้เถียงกรรมสิทธิ์ ขอให้พิพากษาว่าที่ดินพิพาททั้งสองแปลงเป็นของโจทก์ ห้ามจำเลยและบริวารเข้าเกี่ยวข้องและให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายให้โจทก์ จำเลยให้การว่า จำเลยไม่ได้บุกรุกและตัดต้นยางพาราพันธุ์พื้นเมืองของโจทก์ ที่ดินพิพาททั้งสองแปลงเป็นของพ่อตาจำเลยพ่อตาจำเลยได้ยกที่ดินพิพาทให้จำเลย จำเลยได้ครอบครองมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2505 ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าที่ดินพิพาททั้งสองแปลงเป็นที่ดินมือเปล่า จำเลยแย่งการครอบครองไปจากโจทก์เกินกว่าหนึ่งปีแล้วโจทก์จึงหมดสิทธิ์ที่จะฟ้องเอาคืนซึ่งการครอบครอง และจำเลยไม่ได้ทำละเมิดต่อโจทก์ พิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า โจทก์สละเจตนาครอบครองหรือไม่ยึดถือทรัพย์สินพิพาทแล้ว เมื่อจำเลยเข้าครอบครองที่ดินพิพาททั้งสองแปลงหลังจากการครอบครองของโจทก์สุดสิ้นลงจำเลยจึงได้ซึ่งสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาททั้งสองแปลง การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นละเมิดต่อโจทก์ พิพากษายืน โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...เห็นว่าที่โจทก์เบิกความว่าโจทก์จะทิ้งที่ดินพิพาททั้งสองแปลงมานานถึง 7-8 ปี แล้วนั้น ถือได้ว่าโจทก์สละเจตนาครอบครองหรือไม่ยึดถือทรัพย์สินพิพาทต่อไปการครอบครองของโจทก์ย่อมสิ้นสุดลงตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1377 ดังนั้น เมื่อจำเลยยึดถือที่ดินพิพาททั้งสองแปลงทำประโยชน์ปลูกยางพาราโดยเจตนายึดถือเพื่อตนหลังจากการครอบครองของโจทก์สิ้นสุดลงแล้ว จำเลยจึงได้ซึ่งสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาททั้งสองแปลงตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1367 การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นละเมิดต่อโจทก์ และไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นอีกต่อไป..." พิพากษายืน. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1267/2533 นาง เริ่ม จร รีบ รัตน์ โจทก์ นาย มะเด็น หีมมะห มัด จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นาง เริ่ม จร รีบ รัตน์ · จำเลย - นาย มะเด็น หีมมะห มัด
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ประศาสน์ ธำรงกาญจน์ · ถาวร ตันตราภรณ์ · วินัย กันนะ
แหล่งที่มาสำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 2580/2544ฎีกา 79/2486ฎีกา 356/2530ฎีกา 142/2492ฎีกา 4976/2536ฎีกา 681/2506ฎีกา 4715/2542ฎีกา 942-943/2515ฎีกา 770/2535ฎีกา 22/2511ฎีกา 759/2494ฎีกา 4513/2533ฎีกา 3651/2526ฎีกา 3345/2535ฎีกา 2834/2527ฎีกา 246/2530ฎีกา 8203/2538ฎีกา 1538/2518ฎีกา 149/2526ฎีกา 194/2543ฎีกา 1124/2479ฎีกา 7335/2538ฎีกา 3452/2537ฎีกา 861/2540
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ