⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1375/2533

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1375/2533

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การสอบสวนคดีอาญาตามกฎหมายว่าด้วยยาเสพติดให้โทษ โดยเจ้าพนักงานตำรวจสังกัดกองปราบปราม ถือว่าเป็นการสอบสวนที่ชอบด้วยกฎหมาย แม้จะไม่ได้กระทำโดยพนักงานสอบสวนท้องที่ที่เกิดเหตุ

ย่อคำพิพากษา

ตาม ประกาศกระทรวงมหาดไทยออกโดย อาศัยอำนาจตาม ความในมาตรา 6แห่ง พ.ร.ฎ. แบ่งส่วนราชการกรมตำรวจ กระทรวงมหาดไทย พ.ศ. 2508ข้อ 8 กำหนดให้กองปราบปรามมีเขตอำนาจรับผิดชอบในการปฏิบัติหน้าที่ตาม ป.วิ.อ. และตาม บทกฎหมายอื่นอันเกี่ยวกับความผิดอาญาทั้งหลายทั่วราชอาณาจักร และตาม ระเบียบกรมตำรวจว่าด้วยกำหนดหน้าที่การงานในราชการกรมตำรวจ (ฉบับที่ 24) ลงวันที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2519ข้อ 15(ก)7 กำหนดให้กองกำกับการ 7 ซึ่ง เป็นหน่วยงานสังกัดกองปราบปรามมีอำนาจหน้าที่สืบสวนคดีอาญาต่าง ๆ ตาม กฎหมายว่าด้วยยาเสพติดให้โทษ ฯลฯ ทั่วราชอาณาจักร ดังนั้น การสอบสวนคดีความผิดตาม พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษฯ ซึ่ง มิได้ทำการสอบสวนโดย พนักงานสอบสวนท้องที่ที่ความผิดได้ เกิดขึ้น แต่ เป็นการสอบสวนโดย เจ้าพนักงานตำรวจแผนก 3 กองกำกับการ 7 กองปราบปราม จึงถือ ว่าเป็นการสอบสวนโดยเจ้าพนักงานซึ่ง กฎหมายให้มีอำนาจและหน้าที่ทำการสอบสวน และเป็นการสอบสวนที่ ชอบด้วย กฎหมายตาม ป.วิ.อ. มาตรา 2(6)120พนักงานอัยการจึงยื่นฟ้องคดีต่อ ศาลอาญา ซึ่ง มี อำนาจรับพิจารณาพิพากษาคดีที่เกิดขึ้นนอกเขตอำนาจได้.

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.2 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.120 พระธรรมนูญศาลยุติธรรม ม.14

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งเจ็ดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 100, 102ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91 จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 ให้การรับสารภาพ จำเลยที่ 4 ที่ 5 ให้การรับสารภาพ แต่ภายหลังขอถอนคำให้การเดิมเป็นให้การปฏิเสธ จำเลยที่ 6 ที่ 7 ให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 ที่ 4 ที่ 5 ที่6 มีความผิดฐานมีเฮโรอีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและฐานจำหน่ายเฮโรอีนตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 66วรรคสอง ทั้งสองฐานซึ่งมีโทษเท่ากัน ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83ให้ลงโทษประหารชีวิตในข้อหาฐานจำหน่ายเฮโรอีน จำเลยที่ 4แม้ขณะกระทำผิดเป็นข้าราชการ ซึ่งตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษพ.ศ. 2522 มาตรา 100 ให้ระวางโทษเป็นสามเท่า แต่เมื่อต้องโทษประหารชีวิตแล้วจึงไม่ต้องเพิ่มระวางโทษอีก คำรับสารภาพของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณาตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 78 ประกอบกับมาตรา 52(2) ที่แก้ไขแล้ว คงให้จำคุกตลอดชีวิตสำหรับจำเลยที่ 7 ให้ยกฟ้อง โจทก์ จำเลยที่ 1 ที่ 3 ที่ 4 ที่ 5 ที่ 6 อุทธรณ์ ส่วนจำเลยที่ 2 อุทธรณ์แต่ขอถอนอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นส่งสำนวนสำหรับจำเลยที่ 2 มายังศาลอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 245 ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 7 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 66 วรรคสองประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ฐานมีเฮโรอีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายเฮโรอีน เป็นความผิดกรรมเดียว ซึ่งมีโทษเท่ากันให้ลงโทษฐานจำหน่ายเฮโรอีน ให้ประหารชีวิตจำเลยที่ 7 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยที่ 4 ที่ 5 ที่ 6 และที่ 7 ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ที่จำเลยทั้ง 4 ฎีกาค้านว่า การสอบสวนคดีนี้ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะมิได้ทำการสอบสวนโดยพนักงานสอบสวนท้องที่จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งความผิดได้เกิดขึ้นแต่เป็นการสอบสวนโดยเจ้าพนักงานตำรวจกองปราบปรามนั้น เห็นว่าตามประกาศกระทรวงมหาดไทยออกโดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 6แห่งพระราชกฤษฎีกาแบ่งส่วนราชการกรมตำรวจ กระทรวงมหาดไทยพ.ศ. 2508 ข้อ 8 กำหนดให้กองปราบปรามมีเขตอำนาจรับผิดชอบในการปฏิบัติหน้าที่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา และตามบทกฎหมายอื่นอันเกี่ยวกับความผิดคดีอาญาทั้งหลายทั่วราชอาณาจักรและตามระเบียบกรมตำรวจว่าด้วยกำหนดหน้าที่การงานในราชการกรมตำรวจ(ฉบับที่ 24) ลงวันที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2519 ข้อ 15(ก) 7 กำหนดให้กองกำกับการ 7 ซึ่งเป็นหน่วยงานสังกัดกองปราบปรามมีอำนาจหน้าที่สืบสวนสอบสวนคดีอาญาต่าง ๆ ตามกฎหมายว่าด้วยยาเสพติดให้โทษ ฯลฯทั่วราชอาณาจักร ดังนั้นการสอบสวนคดีนี้ซึ่งดำเนินการโดยร้อยตำรวจโทสมจิตต์ วิชัย เจ้าพนักงานแผนก 3 กองกำกับการ 7กองปราบปราม จึงถือว่าเป็นการสอบสวนโดยเจ้าพนักงานซึ่งกฎหมายให้มีอำนาจและหน้าที่ทำการสอบสวน และเป็นการสอบสวนที่ชอบด้วยกฎหมายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2(6), 120พนักงานอัยการจึงยื่นฟ้องคดีต่อศาลอาญา ซึ่งมีอำนาจรับพิจารณาพิพากษาคดีที่เกิดขึ้นนอกเขตอำนาจได้..." พิพากษายืน. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1375/2533 พนักงานอัยการ กรมอัยการ โจทก์ นาย รังสรรค์ วงศ์ สุวรรณ กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการ กรมอัยการ · จำเลย - นาย รังสรรค์ วงศ์ สุวรรณ กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ถาวร ตันตราภรณ์ · วินัย กันนะ · ประศาสน์ ธำรงกาญจน์
แหล่งที่มาสำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 99/2541ฎีกา 5603/2542ฎีกา 9729/2556ฎีกา 8080/2538ฎีกา 313/2526ฎีกา 618/2568ฎีกา 730/2486ฎีกา 4225/2559ฎีกา 754/2486ฎีกา 3593/2529ฎีกา 2252/2560ฎีกา 11720/2555ฎีกา 389/2542ฎีกา 5138/2537ฎีกา 2794/2516ฎีกา 4176/2530ฎีกา 276/2520ฎีกา 1813/2531ฎีกา 5790/2541ฎีกา 10552/2553ฎีกา 3620/2566ฎีกา 420-421/2507ฎีกา 2386/2541ฎีกา 1239/2481
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ