⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 2320/2533

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2320/2533

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การเลิกจ้างจะถือว่ามีเหตุอันสมควรหรือไม่นั้น ต้องพิจารณาจากเหตุแห่งการเลิกจ้างเป็นสำคัญ หากลูกจ้างไม่มาทำงานให้แก่นายจ้างตามเวลาที่กำหนด ถือเป็นเหตุอันสมควรที่นายจ้างจะเลิกจ้างได้

ย่อคำพิพากษา

การเลิกจ้างเป็นธรรมหรือไม่นั้น ต้องพิจารณาถึงเหตุของการเลิกจ้างว่ามีเหตุอันสมควรหรือไม่เป็นสำคัญ เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า โจทก์มาทำงานสายบ่อยครั้ง และบางครั้งหลังจากพักเที่ยง โจทก์กลับมาทำงานช้าหรือไม่กลับมาทำงานอีก ดังนี้เป็นเรื่องที่ลูกจ้าง ไม่มาทำงานให้แก่นายจ้างตามเวลาที่ นายจ้างกำหนด อันถือว่ามีเหตุสมควรที่ นายจ้างจะเลิกจ้างได้ การที่ จำเลยทั้งสองเลิกจ้างโจทก์จึงมิใช่เป็นการเลิกจ้างโดยไม่เป็นธรรม.

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม.49

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด โดยมีจำเลยที่ 2 เป็นตัวแทนผู้มีอำนาจกระทำการแทน จำเลยที่ 1 ได้แจ้งโจทก์ เป็นพนักงานประจำตำแหน่งพนักงานการเงินและบัญชี ได้รับเงินเดือนเดือนละ 9,600 บาท เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2531 จำเลยได้ให้โจทก์ออกจากงานโดยไม่ให้เหตุผล อันเป็นการเลิกจ้างโดยไม่เป็นธรรม ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย จำเลยทั้งสองต้องรับผิดต่อโจทก์ใช้ค่าชดเชย จำนวน 57,600 บาท และใช้ค่าเสียหายจำนวนเดือนละ6,600 บาท เป็นเวลา 10 ปี รวมเป็นเงิน 849,600 บาทกับดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันเลิกจ้างถึงวันฟ้อง ขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าชดเชย จำนวน 57,600 บาทค่าเสียหายจำนวน 792,000 บาท ดอกเบี้ยจำนวน 20,250 บาท กับดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีในต้นเงิน 849,600 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยทั้งสองให้การว่า โจทก์มาทำงานสายเป็นประจำ เป็นที่เสียหายแก่จำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 ได้ตักเตือนด้วยวาจาหลายครั้งแล้วโจทก์ไม่เคยปรับปรุงตัวให้ดีขึ้น เมื่อจำเลยที่ 1 เห็นว่าไม่อาจให้โจทก์ร่วมทำงานด้วยต่อไป จำเลยที่ 1 และโจทก์ได้ตกลงกันเลิกสัญญาจ้างด้วยความสมัครใจ ที่จำเลยทั้งสองเลิกจ้างโจทก์ไม่เป็นการเลิกจ้างโดยไม่เป็นธรรม ซึ่งจำเลยที่ 1 ก็ได้ยินยอมจ่ายค่าชดเชยรวมทั้งค่าเสียหายจำนวน 149,760 บาท ให้แก่โจทก์แล้ว โจทก์เป็นลูกจ้างจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 กระทำการในนามจำเลยที่ 1 ในฐานะเป็นผู้รับมอบอำนาจจากจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 และโจทก์ไม่มีนิติสัมพันธ์ต่อกันในฐานะนายจ้างลูกจ้าง โจทก์ไม่อาจฟ้องจำเลยที่ 2ในฐานะส่วนตัวให้รับผิดได้ ขอให้ยกฟ้อง ศาลแรงงานกลาง พิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "โจทก์อุทธรณ์ว่า การที่จำเลยทั้งสองเลิกจ้างโจทก์ มิใช่การเลิกจ้างในกรณีที่ระบุไว้ตามประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน ข้อ 47(3)ซึ่งนายจ้างไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย เพราะการที่โจทก์มาทำงานสาย หรือหลังพักเที่ยงแล้วโจทก์กลับมาทำงานช้านั้น โจทก์ก็ได้ทำงานเรียบร้อยทันกำหนดเวลา มิได้ทำงานประจำในหน้าที่บกพร่องแต่ประการใด และมิได้กระทำการใด ๆ ให้จำเลยที่ 1 ได้รับความเสียหาย ถึงหากจะเป็นการฝ่าฝืนข้อบังคับของจำเลยที่ 1 ก็มิใช่กรณีร้ายแรงทั้งจำเลยทั้งสองก็มิได้ตักเตือนเป็นหนังสือก่อน จึงถือว่าการที่จำเลยทั้งสองเลิกจ้างโจทก์เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม โจทก์มีสิทธิได้รับค่าเสียหายตามฟ้อง พิเคราะห์แล้วเห็นว่า การเลิกจ้างโดยนายจ้างต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้างตามกฎหมายกับการเลิกจ้างโดยไม่เป็นธรรมต่อลูกจ้าง มีข้อพิจารณาแตกต่างกัน มิใช่ว่าถ้านายจ้างต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้างเมื่อเลิกจ้างในกรณีที่ลูกจ้างมิได้กระทำผิดตามประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงานข้อ 47 แล้วจะต้องถือว่าเป็นการเลิกจ้างโดยไม่เป็นธรรมเสมอไปก็หาไม่การเลิกจ้างที่จะถือว่าเป็นการเลิกจจ้างที่ไม่เป็นธรรมหรือไม่นั้นต้องพิจารณาถึงเหตุของการเลิกจ้างเป็นสำคัญว่ามีเหตุอันสมควรหรือไม่สำหรับกรณีของโจทก์ ข้อเท็จจริงได้ความตามที่ศาลแรงงานกลางฟังเป็นยุติว่า จำเลยเลิกจ้างโจทก์เนื่องจากโจทก์มาทำงานสายบ่อยครั้งและบางครั้งหลังจากพักเที่ยงแล้ว โจทก์กลับมาทำงานช้าหรือไม่กลับมาทำงานอีก ซึ่งเป็นเรื่องที่ลูกจ้างไม่มาทำงานให้แก่นายจ้างตามเวลาที่นาจ้างกำหนด อันถือว่ามีเหตุสมควรที่นายจ้างจะเลิกจ้างได้ การที่จำเลยทั้งสองเลิกจ้างโจทก์ในกรณีดังกล่าวจึงมิใช่เป็นการเลิกจ้างโดยไม่เป็นธรรม ดังที่โจทก์อุทธรณ์ โจทก์อุทธรณ์อีกข้อหนึ่งว่า บันทึกการรับเงินที่โจทก์จำเลยทำไว้ตามเอกสารหมายเลข 1 ท้ายคำให้การว่า โจทก์ได้รับเงินจำนวน149,760 บาท จากจำเลยที่ 1 เป็นค่าชดเชยเต็มจำนวนและค่าเสียหายอื่น ๆ แล้วนั้น เป็นการให้โจทก์สละสิทธิในการเรียกร้องค่าเสียหายหรือค่าชดเชยโดยมิได้เกิดจากความสมัครใจของโจทก์ และเงินตามจำนวนที่โจทก์ได้รับตามบันทึกดังกล่าวนั้น เป็นเงินทำขวัญลูกจ้าง เมื่อออกจากงานและเงินทุนสะสม หาใช่เป็นเงินค่าชดเชยตามกฎหมายแรงงานไม่โจทก์มีสิทธิได้รับค่าชดเชยตามฟ้อง พิเคราะห์แล้วเห็นว่าข้อเท็จจริงได้ความตามที่ศาลแรงงานกลางฟังเป็นยุติว่า เมื่อจำเลยทั้งสองเลิกจ้างโจทก์ โจทก์ได้รับเงินจำนวน 149,760 บาท เป็นค่าชดเชยเต็มจำนวนรวมค่าเสียหายอื่น ๆ ด้วยแล้ว ซึ่งโจทก์จำเลยได้ทำบันทึกการรับเงินไว้ตามเอกสารหมายเลข 1 ท้ายคำให้การ อุทธรณ์ของโจทก์ในข้อดังกล่าวจึงเป็นการขอให้ศาลฎีกาฟังว่า โจทก์ยังไม่ได้รับค่าชดเชยจากจำเลยทั้งสองเมื่อเลิกจ้าง อันเป็นข้อเท็จจริง ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 54 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย..." พิพากษายืน. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2320/2533 นาย ไชยะ ฉิมวัตร โจทก์ บริษัท ยูไนเต็ดอินเตอร์เนชั่นแนลพิกเจอร์ (ฟาร์อีส ) จำกัด จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นาย ไชยะ ฉิมวัตร · จำเลย - บริษัท ยูไนเต็ดอินเตอร์เนชั่นแนลพิกเจอร์ (ฟาร์อีส ) จำกัด
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ครีภูมิ สุวรรณโรจน์ · ศักดา โมกขมรรคกุล · ปรีชา ธนานันท์
แหล่งที่มาสำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 995/2529ฎีกา 5609/2542ฎีกา 12194-12198/2553ฎีกา 359/2541ฎีกา 2652/2523ฎีกา 3116/2529ฎีกา 4091/2549ฎีกา 2459/2525ฎีกา 4533/2549ฎีกา 3801/2531ฎีกา 6877/2544ฎีกา 7083/2548ฎีกา 2222/2560ฎีกา 2133/2531ฎีกา 5396/2540ฎีกา 4812/2550ฎีกา 3355/2535ฎีกา 1221/2549ฎีกา 897/2547ฎีกา 258/2545ฎีกา 255/2531ฎีกา 7044/2537ฎีกา 8335/2560ฎีกา 859/2527
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ