⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 3022/2533

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3022/2533

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การที่จำเลยอ้างว่าตนครอบครองทรัพย์พิพาทโดยเปลี่ยนลักษณะแห่งการยึดถือในชั้นฎีกา ถือเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากล่าวกันมาแล้วในศาลอุทธรณ์ ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัย. เมื่อกรรมสิทธิ์ในทรัพย์พิพาทเป็นของโจทก์ จำเลยจึงไม่มีสิทธินำทรัพย์นั้นไปจำหน่ายจ่ายโอน หรือนำไปตีใช้หนี้ให้แก่บุคคลภายนอกได้.

ย่อคำพิพากษา

ในชั้นอุทธรณ์ จำเลยอ้างแต่เพียงว่า จำเลยได้ ครอบครองทรัพย์พิพาทอย่างเป็นเจ้าของมาตั้งแต่วันที่โจทก์ยกทรัพย์พิพาทให้จำเลย ไม่ได้อ้างว่าจำเลยเปลี่ยนลักษณะแห่งการยึดถือ การที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยเป็นฝ่ายครอบครองทรัพย์พิพาททั้งหมด ต่อมาโจทก์จำเลยทะเลาะกัน จำเลยไล่โจทก์ออกจากบ้านซึ่งเป็นทรัพย์พิพาทชิ้นหนึ่ง พฤติการณ์ดังกล่าวถือได้ว่าจำเลยเปลี่ยนลักษณะแห่งการยึดถือทรัพย์พิพาท จำเลยจึงได้กรรมสิทธิ์ในทรัพย์พิพาทโดยการครอบครองนั้น จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากล่าวกันมาแล้วในศาลอุทธรณ์ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย เมื่อกรรมสิทธิ์ในทรัพย์พิพาทยังเป็นของโจทก์อยู่ จำเลยไม่มีสิทธินำทรัพย์นั้นไปจำหน่ายจ่ายโอนได้ คำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความที่จำเลยนำทรัพย์พิพาทไปตีใช้หนี้ให้แก่บิดาจำเลยไม่ผูกพันโจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกและเป็นเจ้าของทรัพย์พิพาท โจทก์จึงฟ้องให้จำเลยออกไปจากบ้านพิพาทและส่งมอบทรัพย์พิพาทให้แก่โจทก์ได้

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.145 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.247 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.249 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1367 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1381

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์จำเลยได้จดทะเบียนหย่าขาดจากการเป็นสามีภริยากัน และได้ตกลงแบ่งสินสมรสโดยจำเลยยอมแบ่งทรัพย์สินให้โจทก์รวม ๑๔ รายการ รวมทั้งบ้านพิพาท และให้โจทก์ใช้หนี้บุคคลอื่นเป็นเงิน ๒๒,๕๙๐ บาท ต่อมาจำเลยนำทรัพย์สินของโจทก์ไปยกให้บิดาจำเลย โจทก์ทางถามให้จำเลยคืนทรัพย์สินดังกล่าวให้แก่โจทก์และให้จำเลยกับบริวารออกจากบ้านของโจทก์แล้ว จำเลยเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยคืนทรัพย์สินตามเอกสารท้ายฟ้องให้แก่โจทก์ ให้จำเลยและบริวารออกไปจากบ้านพิพาท ห้ามจำเลยและบริวารเกี่ยวข้องกับบ้านและทรัพย์สินดังกล่าว จำเลยให้การว่า ทำหนังสือยกทรัพย์พิพาทให้โจทก์จริงแต่โจทก์เห็นใจจำเลยซึ่งต้องรับภาระเลี้ยงดูบุตรทั้งสามแต่ผู้เดียวจึงไม่ขอรับบ้านและทรัพย์สินพิพาทและมอบคืนให้จำเลยกับบุตรเพื่อใช้และอยู่อาศัย ทรัพย์ดังกล่าวจึงตกเป็นของจำเลย ต่อมาจำเลยมอบเงินให้โจทก์ไป ๔๐,๐๐๐ บาท โจทก์สัญญาว่าจะไม่เรียกร้องเพิ่มเติมอีก การที่จำเลยนำบ้านและทรัพย์พิพาทไปชำระหนี้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความที่ศาล จึงเป็นสิทธิของจำเลยและทรัพย์สินดังกล่าวได้เปลี่ยนไปเป็นของคนอื่นแล้ว พ้นวิสัยที่จำเลยจะปฏิบัติตามคำขอท้ายฟ้องของโจทก์ จำเลยได้ครอบครองทรัพย์พิพาทโดยสงบเปิดเผย ด้วยเจตนาเป็นเจ้าของมาเป็นเวลาเกินกว่า ๕ ปีแล้วกรรมสิทธิ์จึงตกเป็นของจำเลย ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาขับไล่จำเลยและบริวารออกจากบ้านเรือนของโจทก์ตามฟ้อง ให้จำเลยคืนทรัพย์ทั้งหมดให้แก่โจทก์ จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงว่า เมื่อโจทก์จำเลยจดทะเบียนหย่ากันแล้ว โจทก์จำเลยทำหนังสือตกลงแบ่งสินสมรสโดยจำเลยยกทรัพย์สินตามฟ้องให้โจทก์ โจทก์ต้องใช้หนี้บุคคลภายนอกเป็นเงิน ๒๒,๕๙๐ บาทจำเลยไม่ได้ให้เงินจำนวน ๔๐,๐๐๐ บาท ให้แก่โจทก์ ต่อมาจำเลยนำบ้านพิพาทและทรัพย์สินภายในบ้าน อันเป็นทรัพย์สินที่จำเลยแบ่งให้โจทก์แล้วไปชำระหนี้ให้บิดาจำเลย ตามสัญญาประนีประนอมยอมความในคดีแพ่งของศาลจังหวัดเพชรบูรณ์ แต่จำเลยยังคงครอบครองบ้านและทรัพย์สินดังกล่าวอยู่ แล้ววินิจฉัยข้อกฎหมายว่า ที่จำเลยฎีกาข้อแรกว่า จากการนำสืบของโจทก์ที่ได้ความว่า จำเลยเป็นฝ่ายครอบครองทรัพย์พิพาททั้งหมด ต่อมาโจทก์กับจำเลยทะเลาะกันจำเลยไล่โจทก์ให้ออกจากบ้าน พฤติการณ์ดังกล่าวถือได้ว่า จำเลยได้เปลี่ยนลักษณะแห่งการยึดถือทรัพย์พิพาท โดยบอกกล่าวแก่โจทก์ว่าจะไม่ยึดถือทรัพย์พิพาทแทนโจทก์ จำเลยจึงได้กรรมสิทธิ์ในทรัพย์พิพาทโดยการครอบครองนั้น เห็นว่า ในชั้นอุทธรณ์ จำเลยอ้างแต่เพียงว่าจำเลยได้ครอบครองทรัพย์พิพาทอย่างเป็นเจ้าของมาตั้งแต่วันที่โจทก์ยกทรัพย์พิพาทให้จำเลย ไม่ได้อ้างว่าจำเลยเปลี่ยนลักษณะแห่งการยึดถือ การที่จำเลยฎีกาดังกล่าวข้างต้นจึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลอุทธรณ์ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ที่จำเลยฎีกาในข้อต่อมาว่า จำเลยได้นำทรัพย์พิพาทไปตีใช้หนี้ให้แก่บิดาจำเลย และศาลได้มีคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความไปแล้ว จึงไม่อาจบังคับให้จำเลยปฏิบัติตามคำฟ้องของโจทก์ได้นั้นเห็นว่า เมื่อกรรมสิทธิ์ในทรัพย์พิพาทยังเป็นของโจทก์อยู่ จำเลยจึงไม่มีสิทธิที่จะนำทรัพย์นั้นไปจำหน่ายจ่ายโอนได้ คำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความดังที่จำเลยอ้างไม่ผูกพันโจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกและเป็นเจ้าของทรัพย์พิพาท ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยออกจากบ้านพิพาท และส่งมอบทรัพย์พิพาทให้แก่โจทก์จึงชอบแล้ว พิพากษายืน. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3022/2533 นางเบญจวรรณ แสงดวงดี โจทก์ นายประจักษ์ คลี่สกุล จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นางเบญจวรรณ แสงดวงดี · จำเลย - นายประจักษ์ คลี่สกุล
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)สัมฤทธิ์ ไชยศิริ · สวิน อักขรายุธ · เธียร ยูงทอง
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดสีคิ้ว - นายประดิษฐ์ สิงหทัศน์ · ศาลอุทธรณ์ - นายสังเวียน รัตนมุง
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 356/2530ฎีกา 3375/2532ฎีกา 795/2543ฎีกา 2749/2538ฎีกา 1721/2528ฎีกา 942-943/2515ฎีกา 770/2535ฎีกา 3206/2537ฎีกา 99/2541ฎีกา 3345/2535ฎีกา 2409/2551ฎีกา 3616/2558ฎีกา 3219/2534ฎีกา 5332/2553ฎีกา 4549/2540ฎีกา 8735/2542ฎีกา 2345/2540ฎีกา 1360/2544ฎีกา 2718/2538ฎีกา 6321/2544ฎีกา 4432/2534ฎีกา 1733/2498ฎีกา 4470/2543ฎีกา 8444/2538
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา