⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 3252/2533

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3252/2533

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การได้มาซึ่งภารจำยอมโดยอายุความนั้น ต้องมีการใช้สิทธิโดยสงบ เปิดเผย และต่อเนื่องตามที่กฎหมายกำหนดไว้

ย่อคำพิพากษา

ตามคำฟ้องโจทก์ยอมรับว่าจำเลยยังเปิดทางกว้าง 1 เมตร จากที่ดินโจทก์ผ่านที่ดินของจำเลยไปสู่ทางสาธารณะได้ แต่โจทก์ขอให้จำเลยเปิดทางกว้างไม่น้อยกว่า 4 เมตร เพื่อให้รถยนต์แล่นผ่านเข้าออกได้ด้วย โจทก์จำเลยจึงมีข้อพิพาทกันเฉพาะทางส่วนที่กว้างเกินกว่า 1 เมตร ที่พอจะให้รถยนต์แล่นเข้าออกได้เท่านั้น แม้โจทก์จะบรรยายมาในฟ้องอ้างว่าที่ดินของโจทก์และจำเลยเป็นที่ดินที่แบ่งแยกมาจากโฉนดเดียวกัน เป็นเหตุให้ที่ดินของโจทก์ตกอยู่ด้านในไม่มีทางออกไปสู่ทางสาธารณะ แต่ปรากฏจากคำฟ้องว่ามีทางออกจากที่ดินโจทก์ไปสู่ทางสาธารณะแล้ว และโจทก์บรรยายฟ้องต่อไปว่า โจทก์ได้ใช้บางส่วนของที่ดินของจำเลยเป็นทางสำหรับรถยนต์ผ่านเข้าออกสู่ทางสาธารณะเรื่อยมาเป็นเวลาติดต่อกันรวม 31 ปีโดยไม่มีผู้ใดห้ามปราม แสดงว่าโจทก์ประสงค์จะอ้างว่า ทางพิพาทส่วนที่กว้างเกินกว่า 1 เมตรนั้น เป็นทางภารจำยอมที่โจทก์ได้มาโดยอายุความซึ่งจำเลยก็เข้าใจคำฟ้องของโจทก์ว่าเป็นเช่นนั้น เพราะจำเลยให้การต่อสู้ว่า โจทก์ไม่เคยใช้ที่ดินบางส่วนของจำเลยเป็นทางสำหรับรถยนต์เข้าออกสู่ทางสาธารณะเป็นเวลา 31 ปี ตามคำฟ้องโจทก์เพิ่งจะนำรถยนต์เข้าจอดในที่ดินของจำเลยเมื่อประมาณ 3 ปีมานี้ประเด็นข้อพิพาทจึงมีว่า โจทก์ได้ใช้รถยนต์ผ่านเข้าออกทางพิพาทสู่ทางสาธารณะจนได้อายุความหรือไม่เท่านั้น ไม่มีประเด็นเรื่องทางจำเป็น โจทก์จึงไม่มีสิทธิฎีกาเรียกร้องให้จำเลยรื้อรั้วคอนกรีตเปิดทางให้รถยนต์แล่นผ่านเข้าออกทางพิพาทเพราะเป็นทางจำเป็นได้

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.172 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.177 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.183 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1349 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1350 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1382 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1401

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า ที่ดินของโจทก์และจำเลยทั้งสองเป็นที่ดินโฉนดเดียวกันเมื่อมีการแบ่งแยกเป็นเหตุให้ที่ดินของโจทก์ไม่มีทางออกสู่ถนนสาธารณะ โจทก์ได้ใช้ที่ดินบางส่วนของที่ดินของจำเลยทั้งสองเป็นทางสำหรับรถยนต์ผ่านเข้าออกสู่ทางสาธารณะเป็นเวลาติดต่อกันรวมา ๓๑ ปี โดยไม่มีผู้ใดห้ามปราม ต่อมาจำเลยทั้งสองทำรั้วคอนกรีตปิดกั้นทางเข้าออกดังกล่าวเหลือช่องทางออกกว้างประมาณ ๑ เมตร เป็นเหตุให้โจทก์ไม่สามารถใช้ทางดังกล่าวสำหรับรถยนต์ผ่านเข้าออกสู่ทางสาธารณะได้ ขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันรื้อถอนรั้วคอนกรีตเปิดทางให้ไม่น้อยกว่า ๔ เมตร ให้รถยนต์แล่นผ่านเข้าออกจากที่ดินของโจทก์สู่ทางสาธารณะได้ หากจำเลยทั้งสองไม่ยอมรื้อก็ให้โจทก์รื้อถอนเอง และให้จำเลยทั้งสองออกค่าใช้จ่ายแทน จำเลยทั้งสองให้การว่า โจทก์ไม่เคยใช้ที่ดินบางส่วนของจำเลยเป็นทางสำหรับรถยนต์ผ่านเข้าออกตามฟ้อง โจทก์เคยใช้ทางเข้าออกสู่ทางสาธารณะผ่านที่ดินของโจทก์ด้วยการเดินและเป็นทางกว้างประมาณ ๑ เมตรเท่านั้น โจทก์เพิ่งนำรถยนต์เข้ามาจอดในที่ดินของจำเลยเมื่อประมาณ ๓ ปีมานี้ โจทก์ไม่มีสิทธิให้จำเลยรื้อถอนรั้วและเปิดทางได้ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาแรกตามฎีกาโจทก์ว่า ตามคำฟ้องของโจทก์เป็นการฟ้องให้จำเลยรื้อถอนรั้วคอนกรีตเปิดทางพิพาทเพื่อให้รถยนต์แล่นผ่านเข้าออกจากที่ดินของโจทก์สู่ทางสาธารณะ โดยอ้างสิทธิว่าทางพิพาทเป็นทางภารจำยอมหรืออ้างสิทธิในเรื่องทางจำเป็น พิเคราะห์แล้วเห็นว่า ตามคำฟ้องของโจทก์ โจทก์ยอมรับว่าจำเลยทั้งสองยังเปิดทางกว้างประมาณ ๑ เมตร จากที่ดินของโจทก์ผ่านที่ดินของจำเลยทั้งสองไปสู่ทางสาธารณะได้ แต่โจทก์ขอให้จำเลยทั้งสองเปิดทางกว้างไม่น้อยกว่า ๔ เมตรเพื่อให้รถยนต์แล่นผ่านเข้าออกได้ด้วย โจทก์จำเลยจึงมีข้อพิพาทกันเฉพาะทางส่วนที่กว้างเกินจากประมาณ ๑ เมตร ที่พอจะให้รถยนต์แล่นเข้าออกได้เท่านั้น แม้โจทก์จะบรรยายมาในฟ้องอ้างว่าที่ดินของโจทก์และของจำเลยทั้งสองเป็นที่ดินที่แบ่งแยกมาจากโฉนดเดียวกัน เป็นเหตุให้ที่ดินของโจทก์ตกอยู่ด้านในไม่มีทางออกไปสู่ทางสาธารณะก็ตาม แต่เมื่อปรากฏจากคำฟ้องว่ามีทางออกจากที่ดินโจทก์ไปสู่ทางสาธารณะแล้วและโจทก์บรรยายฟ้องต่อไปว่า หลังจากโจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินของโจทก์แล้ว โจทก์ได้ใช้บางส่วนของที่ดินของจำเลยทั้งสองเป็นทางสำหรับรถยนต์ผ่านเข้าออกสู่ทางสาธารณะเรื่ออยมาเป็นเวลาติดต่อกันรวม ๓๑ ปี โดยไม่มีผู้ใดห้ามปรามแสดงให้เห็นว่าโจทก์ประสงค์จะอ้างว่าทางพิพาทส่วนที่กว้างเกินกว่า ๑ เมตรนั้นเป็นทางภารจำยอมที่โจทก์ได้มาโดยอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา ๑๔๐๑ ประกอบด้วยมาตรา ๑๓๘๒ แม้จำเลยก็เข้าใจคำฟ้องของโจทก์ว่าเป็นที่ดังกล่าว เพราะจำเลยให้การต่อสู้ว่าโจทก์ไม่เคยใช้บางส่วนของที่ดินจำเลยเป็นทางสำหรับรถยนต์เข้าออกสู่ทางสาธารณะเรื่อยมาเป็นเวลา ๓๑ ปี ตามคำฟ้องความจริงโจทก์เพิ่งจะนำรถยนต์เข้าจอดบนที่ดินของจำเลยเมื่อ ๓ ปีมานี้เท่านั้น ดังนั้นประเด็นข้อพิพาทตามคำฟ้องของโจทก์และคำให้การจำเลยจึงมีว่าโจทก์ได้ใช้รถยนต์ผ่านเข้าออกสู่ทางสาธารณะจนได้อายุความหรือไม่เท่านั้น ไม่มีประเด็นเรื่องทางจำเป็นตามที่โจทก์ฎีกา ดังนั้นโจทก์จึงไม่มีสิทธิ์ฎีกาเรียกร้องให้จำเลยรื้อรั้วคอนกรีตเปิดทางให้รถยนต์แล่นผ่านเข้าออกทางพิพาทเพราะเป็นทางจำเป็นได้ ไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นของโจทก์ต่อไป พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3252/2533 นางโสน กัลยาณกุล โจทก์ นางสุปราณี กองพระทราย กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นางโสน กัลยาณกุล · จำเลย - นางสุปราณี กองพระทราย กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)เคียง บุญเพิ่ม · พินิจ ฉิมพาลี · อุระ หวังอ้อมกลาง
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลแพ่ง - นายสุรศักดิ์ ศรีวิเชียร · ศาลอุทธรณ์ - นายประคนธ์ พันธ์วิชาติกุล
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 681/2506ฎีกา 5473/2548ฎีกา 1452/2511ฎีกา 3206/2537ฎีกา 7903/2568ฎีกา 8875/2542ฎีกา 272/2490ฎีกา 4415/2528ฎีกา 6105/2531ฎีกา 1360/2544ฎีกา 1765/2492ฎีกา 1896/2492ฎีกา 991/2548ฎีกา 7051/2540ฎีกา 72/2505ฎีกา 2709/2538ฎีกา 4470/2543ฎีกา 2224/2528ฎีกา 1959/2529ฎีกา 4484/2536ฎีกา 1687/2497ฎีกา 6663/2538ฎีกา 1510/2520ฎีกา 1348/2508
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา