⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 3276/2533

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3276/2533

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์โดยทางอื่นนอกจากนิติกรรมตาม ป.พ.พ. มาตรา 1299 วรรคสอง ต้องเป็นอสังหาริมทรัพย์ที่มีหนังสือสำคัญแสดงกรรมสิทธิ์เท่านั้น.

ย่อคำพิพากษา

การได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์หรือทรัพย์สินอันเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์โดยทางอื่นนอกจากนิติกรรม ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1299 วรรคสอง นั้น ต้องเป็นอสังหาริมทรัพย์ที่มีหนังสือสำคัญแสดงกรรมสิทธิ์ จะนำมาใช้กับที่ดินพิพาทซึ่งเป็นที่ดินมือเปล่า และมีเพียงหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) หาได้ไม่ หากจำเลยได้สิทธิครอบครองที่ดินพิพาทโดยทางอื่นนอกจากนิติกรรม แม้ยังมิได้จดทะเบียนก็สามารถยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้โจทก์ร่วมผู้ซื้อ และได้จดทะเบียนโดยสุจริตได้

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายอาญา ม.362 ประมวลกฎหมายอาญา ม.365 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1299

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า ระหว่างวันที่ ๑ กรกฎาคม ๒๕๒๙ ถึงวันที่ ๒๘ ตุลาคม ๒๕๒๙ เวลากลางวันและกลางคืนติดต่อกัน จำเลยทั้งสองเข้าไปปลูกพืชและกระท่อมในที่ดินอันเป็นอสังหาริมทรัพย์ของนายประพันธ์ เลาวพงศ์ ผู้เสียหาย จำนวน ๒๐ ไร่ ทั้งนี้ เพื่อยึดถือการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ และเป็นการรบกวนการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ของผู้เสียหายโดยปกติสุข ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๓, ๓๖๒, ๓๖๕ จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษายกฟ้อง โจทก์และโจทก์ร่วมอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ร่วมฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ที่ดินพิพาท ๒ แปลงมีเนื้อที่ประมาณ ๒๐ ไร่ ตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓) โจทก์ร่วม ซื้อที่ดินพิพาทมาจากนายยอดรัก ทรายแก้ว โดยจดทะเบียนซื้อขายกันเมื่อวันที่ ๓๑ มีนาคม ๒๕๒๙ ต่อมาโจทก์ร่วมได้พบเห็นจำเลยที่ ๒ กับพวกปลูกมันในที่ดินพิพาทจึงมอบอำนาจให้นางบรรจง เลาวพงศ์ ภรรยาไปแจ้งความที่สถานีตำรวจภูธรอำเภอแม่แตง เจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมจำเลยที่ ๒ เมื่อวันที่ ๗ สิงหาคม ๒๕๒๙ หลังจากนั้นจำเลยที่ ๑ เข้ามอบตัวสู้คดี พนักงานสอบสวนตั้งข้อหาว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันบุกรุกที่ดินพิพาท จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ โจทก์ร่วมฎีกาเป็นข้อกฎหมายว่า การที่จำเลยทั้งสองอ้างว่าได้ครอบครองที่ดินพิพาทมาก่อนโจทก์ร่วมซื้อที่ดินพิพาท จำเลยทั้งสองจึงได้ที่ดินพิพาทมาโดยทางอื่นนอกจากนิติกรรม เมื่อการได้มาของจำเลยทั้งสองยังมิได้จดทะเบียนจึงไม่อาจยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้โจทก์ร่วม ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกผู้ได้สิทธิมาโดยเสียค่าตอบแทนและโดยสุจริต และได้จดทะเบียนสิทธิโดยสุจริตแล้ว ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๒๙๙ วรรคสอง นั้น พิเคราะห์แล้วเห็นว่า การได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์หรือทรัพยสิทธิอันเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์โดยทางอื่นนอกจากนิติกรรม ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๒๙๙ วรรคสองนั้น ต้องเป็นอสังหาริมทรัพย์ที่มีหนังสือสำคัญแสดงกรรมสิทธิ์ อย่างเช่นโฉนดที่ดินจะใช้กับที่ดินพิพาทคดีนี้ซึ่งเป็นที่ดินมือเปล่า มีแต่สิทธิครอบครอง และมีเพียงหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.๓) หาได้ไม่ ดังนั้น ถ้าหากจำเลยทั้งสองได้สิทธิครอบครองที่ดินพิพาทมาโดยทางอื่นนอกจากนิติกรรม แม้ยังมิได้จดทะเบียน ก็สามารถยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้โจทก์ร่วมผู้ซื้อ และได้จดทะเบียนสิทธิโดยสุจริตได้ พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3276/2533 พนักงานอัยการจังหวัดเชียงใหม่ โจทก์ นายประพันธ์ เลาวพงศ์ โจทก์ร่วม นายปั๋นแก้วหรือแก้ว ใจเที่ยง กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการจังหวัดเชียงใหม่ · โจทก์ร่วม - นายประพันธ์ เลาวพงศ์ · จำเลย - นายปั๋นแก้วหรือแก้ว ใจเที่ยง กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)สุเทพ กิจสวัสดิ์ · ชูศักดิ์ บัณฑิตกุล · พินิจ ฉิมพาลี
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดเชียงใหม่ - นายลาชิต ไชยอนงค์ · ศาลอุทธรณ์ - นายชูชาติ ศรีแสง
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 10866/2546ฎีกา 231/2482ฎีกา 1280/2492ฎีกา 7958/2555ฎีกา 185/2566ฎีกา 557/2493ฎีกา 319/2530ฎีกา 377/2536ฎีกา 2718/2538ฎีกา 15964/2553ฎีกา 18654/2555ฎีกา 5640/2541ฎีกา 7786/2538ฎีกา 7214/2538ฎีกา 435/2535ฎีกา 1658/2534ฎีกา 1008/2510ฎีกา 6663/2538ฎีกา 426/2501ฎีกา 367/2495ฎีกา 45/2507ฎีกา 905/2508ฎีกา 584/2519ฎีกา 1958/2526
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา