⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 4799/2533

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4799/2533

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
สิทธิครอบครองในที่ดินยังคงเป็นของทายาทของผู้จะซื้อจนกว่าจะมีการจดทะเบียนโอนสิทธิ ผู้รับโอนที่ดินจากบุคคลที่ไม่มีสิทธิในที่ดินนั้น ย่อมไม่มีสิทธิในที่ดินนั้นด้วย

ย่อคำพิพากษา

คดีเดิมศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดว่า พ. ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทกับ ท. ครั้น พ. ถึงแก่กรรม ท. ได้อาศัยสิทธิตามสัญญาดังกล่าว เรียกร้องให้จำเลยที่ 5 ทายาทของ พ. ไปจดทะเบียนโอนสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทให้แก่ตน แต่เมื่อจำเลยที่ 5ไม่ยอมไปจดทะเบียนโอนให้ ท. ก็หาได้ใช้สิทธิฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 5 โอนให้ไม่ ท. จึงเป็นเพียงผู้ครอบครองที่ดินพิพาทแทนทายาทของ พ. จนกว่าจะได้จดทะเบียนโอน สิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทยังเป็นของทายาทของ พ. ซึ่งรวมถึงจำเลยที่ 5 อยู่ท. ไม่มีสิทธิยกที่ดินพิพาทให้แก่ ว. ว. จึงไม่มีสิทธิในที่ดินพิพาท การที่ ว. โอนขายที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ไม่ทำให้โจทก์ผู้รับโอนมีสิทธิในที่ดินพิพาทดีกว่า ว. ผู้โอน โจทก์จึงไม่มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทแต่อย่างใด การกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดฐานบุกรุก ทำให้เสียทรัพย์และลักทรัพย์ในที่ดินพิพาทของโจทก์ดังโจทก์ฟ้อง.

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายอาญา ม.335 ประมวลกฎหมายอาญา ม.358 ประมวลกฎหมายอาญา ม.365 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1299 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1381

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๓๔, ๓๓๕,๓๕๘, ๓๖๒, ๓๖๕, ๘๓, ๙๑ และนับโทษจำเลยที่ ๒ กับที่ ๕ ต่อจากโทษในคดีอาญาของศาลชั้นต้นด้วย ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง จำเลยทั้งหกให้การปฏิเสธ แต่จำเลยที่ ๒ และที่ ๕ รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งหกมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๖๕, ๓๓๕ แต่การกระทำของจำเลยเป็นความผิดกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษบทหนักตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๐ ลงโทษตามมาตรา๓๓๕ จำคุกจำเลยทั้งหกมีกำหนดคนละ ๑ ปี แต่เนื่องจากจำเลยที่ ๓ เป็นนักศึกษา โทษจำคุกจึงให้รอไว้มีกำหนด ๒ ปี ให้นับโทษจำคุกจำเลยที่ ๒ที่ ๕ ต่อจากคดีอาญา จำเลยทั้งหกอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงเบื้องต้นว่า เดิมนายพวงสามีจำเลยที่ ๕เป็นเจ้าของที่ดิน น.ส.๓ เลขที่ ๑๗๙ ตำบลยะวิก อำเภอชุมพลบุรีจังหวัดสุรินทร์ เนื้อที่ ๔๐ ไร่ อาณาเขตทิศเหนือจดที่ดินนายบรรจบบรรณประสิทธิ์ ทิศใต้และทิศตะวันตกจดหัวโค้งแม่น้ำมูล ทิศตะวันออกจดที่ดินที่ดินนายเกษม ต่อมานายพวงแบ่งขายที่ดินด้านทิศใต้ให้แก่นายเทพ ๒ ครั้ง ครั้งแรกเนื้อที่ ๘ ไร่ ๓ งาน ตาม น.ส.๓ เลขที่๒๐๕/๑๗๙ ครั้งที่สองเนื้อที่ ๑๕ ไร่ ตาม น.ส.๓ เลขที่ ๒๐๖/๑๗๔ ส่วนที่ดินที่เหลือ ๑๖ ไร่ ๑ งาน นายพวงทำสัญญาจะซื้อจะขายไว้กับนายเทพอีกเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๑๓ แต่นายพวงได้ถึงแก่กรรมเสียก่อน จดทะเบียนโอนให้แก่นายเทพ ต่อมานายเทพได้เป็นโจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยที่ ๕ และบริวารออกจากที่ดินที่เหลือดังกล่าว ปัญหาต้องวินิจฉัยมีว่า ที่ดินส่วนที่เหลือ ๑๖ ไร่ ๑ งาน ที่นายเทพเคยเป็นโจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยที่ ๕ และบริวารดังกล่าวเป็นที่ดินแปลงเดียวกันกับที่ดินที่เกิดเหตุ ในคดีนี้หรือไม่ ศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงเป็นยุติต่อไปว่า ที่ดินส่วน ที่เหลือ ๑๖ ไร่๑ งาน ที่ นายเทพเคยเป็นโจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยที่ ๕ กับบริวารเป็นแปลงเดียวกันกับที่ดินที่เกิดเหตุคดีนี้ ซึ่งต่อมา ศาลฎีกาได้พิพากษาในคำพิพากษาฎีกาที่ ๔๕๖๗/๒๕๒๘ ให้ ยกฟ้อง คดีถึง ที่สุด โดยวินิจฉัยว่า เมื่อนายพวงถึงแก่กรรม นายเทพได้อาศัยสิทธิ เรียกร้องตามสัญญาจะซื้อจะขายเรียกร้องให้จำเลยที่ ๕ ไปจดทะเบียน โอนสิทธิครอบครองในที่ดินที่เหลือดังกล่าวให้แก่ตน แต่เมื่อจำเลย ที่ ๕ ไม่ยอมไปจดทะเบียนโอนให้ นายเทพก็หาได้ใช้สิทธิดังกล่าวฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยที่ ๕ ในฐานะทายาทของนายพวงโอนสิทธิครอบครองใน ที่ดินให้แต่อย่างใดไม่ นายเทพจึง เป็น เพียงผู้ครอบครองที่ดิน ดังกล่าวแทนทายาทของนายพวงจนกว่าครองใน ที่ดิน จึงยังเป็นของทายาท ของนายพวงซึ่งรวมถึงจำเลยที่ ๕ อยู่ คำพิพากษาของศาลฎีกาดังกล่าว มีผลผูกพันนายเทพกับจำเลยที่ ๕ ในฐานะคู่ความ แสดงว่าที่ดินที่เกิดเหตุในคดีนี้ยังเป็นของจำเลยที่ ๕ และทายาทอื่นของนายพวง หาใช่ เป็นของนายเทพไม่ โจทก์อ้างว่านายเทพได้ยกที่ดินดังกล่าวนี้ให้แก่ ร้อยตำรวจเอกวีรากร จึงเป็นการยกให้โดยไม่มีสิทธิ ร้อยตำรวจเอกวีรากร หามีสิทธิในที่ดินที่เกิดเหตุไม่ การที่ร้อยตำรวจเอกวีรากร โอนขายต่อให้แก่โจทก์ ย่อมไม่ทำให้โจทก์ผู้รับโอนมีสิทธิในที่ดิน ที่เกิดเหตุดีกว่าร้อยตำรวจเอกวีรากร ผู้โอน โจทก์จึงไม่มีสิทธิ ครอบครองในที่ดินที่เกิดเหตุแต่อย่างใด การกระทำของจำเลยทั้งหก จึงไม่เป็นความผิดตามฟ้อง พิพากษายืน. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4799/2533 นางบุญปลูก มาประจง โจทก์ นางสมจิตร ฤทธิรณ กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นางบุญปลูก มาประจง · จำเลย - นางสมจิตร ฤทธิรณ กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ชุม สุกแสงเปล่ง · เสริมพงศ์ วรยิ่งยง · มนู วงศ์แสงจันทร์
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดสุรินทร์ - นายพีรศักดิ์ ไวกาสี · ศาลอุทธรณ์ - นายยงยุทธ ธารีสาร
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 845/2543ฎีกา 231/2482ฎีกา 1368/2509ฎีกา 377/2536ฎีกา 18654/2555ฎีกา 5640/2541ฎีกา 16889/2555ฎีกา 831/2532ฎีกา 1008/2510ฎีกา 546/2532ฎีกา 6663/2538ฎีกา 2724/2519ฎีกา 2792/2535ฎีกา 1211/2481ฎีกา 367/2495ฎีกา 45/2507ฎีกา 905/2508ฎีกา 584/2519ฎีกา 1243/2545ฎีกา 609/2544ฎีกา 124/2507ฎีกา 1865/2549ฎีกา 5420/2540ฎีกา 8403/2554
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา