⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 4940/2533

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4940/2533

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
ผู้รับประกันภัยรถยนต์มีหน้าที่รับผิดชดใช้ค่าเสียหายต่อบุคคลภายนอกตามวงเงินที่ระบุในกรมธรรม์ประกันภัย โดยจำกัดความรับผิดรวมกันไม่เกินวงเงินดังกล่าวต่ออุบัติเหตุหนึ่งครั้ง และหากได้ชำระเต็มวงเงินแล้ว ย่อมไม่ต้องรับผิดอีก.

ย่อคำพิพากษา

จำเลยที่ 1 ขับรถยนต์ด้วยความประมาท เป็นเหตุให้เกิดชนกันขึ้น จำเลยที่ 4 ในฐานะผู้รับประกันภัยรถยนต์ของจำเลยที่ 1 จึงต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 รับผิดชดใช้ค่าเสียหายให้โจทก์ด้วย ตามสัญญากรมธรรม์ประกันภัยระหว่างจำเลยที่ 1 กับที่ 4ระบุวงเงินค่าเสียหายเกี่ยวกับทรัพย์สินของบุคคลภายนอกไว้ว่าไม่เกิน 100,000 บาท ต่อหนึ่งครั้ง จึงหมายความว่า จำเลยที่ 4จำกัดความรับผิดในค่าเสียหายต่อบุคคลภายนอกไม่ว่าคนเดียวหรือหลายคนในอุบัติเหตุครั้งเดียวกันไว้ไม่เกิน 100,000 บาทเท่านั้นและหากจำเลยที่ 4 ได้ชำระค่าเสียหายให้โจทก์ในอีกคดีซึ่งได้ฟ้องในอุบัติเหตุครั้งเดียวกันกับคดีนี้เต็มจำนวน 100,000 บาทตามสัญญากรมธรรม์ประกันภัยแล้ว จำเลยที่ 4 ก็ไม่ต้องชำระค่าเสียหายให้โจทก์ในคดีนี้อีก การชำระค่าเสียหายตามคำพิพากษาในคดีดังกล่าวเป็นการชำระหนี้โดยสุจริตและถูกต้องตามกฎหมาย จำเลยที่ 4 ไม่ต้องเฉลี่ยเงินค่าเสียหายให้โจทก์คดีนี้ จำเลยที่ 4 อ้างสำนวนคดีแพ่งของศาลชั้นต้นพร้อมทั้งสรรพเอกสารเป็นพยานในคดีนี้ เมื่อศาลอุทธรณ์วินิจฉัยตามข้อเท็จจริงในสำนวนคดีดังกล่าว จึงไม่เป็นการวินิจฉัยข้อเท็จจริงนอกสำนวน แต่ข้อเท็จจริงที่จำเลยที่ 4 ได้ชำระค่าเสียหายตามคำพิพากษาให้แก่โจทก์ในคดีอื่นเกิดขึ้นภายหลังที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาคดีนี้แล้ว ศาลอุทธรณ์ไม่ชอบที่จะนำมาพิพากษายกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 4 ไปเลย แต่ควรกำหนดเป็นเงื่อนไขในความรับผิดของจำเลยที่ 4 เท่านั้น.

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.142 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.243 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.247 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.877 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.887

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ ๑ ฝ่ายหนึ่ง กับจำเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นลูกน้องของจำเลยที่ ๓ กระทำการในทางการที่จ้างของจำเลยที่ ๓ฝ่ายหนึ่ง ขับรถยนต์ชนกันโดยประมาทเป็นเหตุให้กระบะรถคันที่จำเลยที่ ๑ ขับรถฟาดรถยนต์ของโจทก์ได้รับความเสียหาย จำเลยที่ ๑ ในฐานะนายจ้างของจำเลยที่ ๒ และจำเลยที่ ๔ ในฐานะผู้รับประกันภัยค้ำจุนรถยนต์คันที่จำเลยที่ ๑ ขับต้องร่วมรับผิดต่อโจทก์ในผลแห่งละเมิดของจำเลยที่ ๑ ที่ ๒ ขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันและแทนกันชดใช้เงินให้โจทก์ ๓๐,๖๗๓.๒๕ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีของเงินจำนวน ๒๘,๗๐๐ บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยที่ ๒ ที่ ๓ ให้การทำนองเดียวกันว่า โจทก์ไม่ใช่เจ้าของรถยนต์ความเสียหายของรถยนต์ของโจทก์เกิดจากความประมาทของจำเลยที่ ๑ ฝ่ายเดียว จำเลยที่ ๒ ไม่ใช่ลูกจ้างหรือรับจ้างวานจากจำเลยที่ ๓ จำเลยที่ ๒ ขอยืมรถยนต์ของจำเลยที่ ๓ ไปทำธุรกิจส่วนตัวจำเลยที่ ๓ ไม่ได้ครอบครองรถยนต์คันดังกล่าวขณะเกิดเหตุ จึงไม่ต้องรับผิดขอให้ยกฟ้อง จำเลยที่ ๔ ให้การว่า จำเลยที่ ๔ เป็นผู้รับประกันภัยรถยนต์ขณะเกิดเหตุจริง แต่จำเลยที่ ๔ รับผิดต่อความเสียหายเกี่ยวกับทรัพย์สินของบุคคลภายนอกทั้งหมดต่ออุบัติเหตุครั้งละไม่เกิน๑๐๐,๐๐๐ บาท จำเลยที่ ๔ ต้องรับผิดต่อโจทก์กับโจทก์ในคดีอื่นไม่เกิน๑๐๐,๐๐๐ บาท โจทก์ไม่ใช่เจ้าของรถยนต์ เหตุคดีนี้เกิดจากความประมาทของจำเลยที่ ๒ ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ ๑ ที่ ๔ ร่วมกันชำระค่าเสียหาย๑๖,๘๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันทำละเมิด (๒๐ เมษายน ๒๕๒๗) จนกว่าจำเลยที่ ๑ ที่ ๔ จะชำระให้โจทก์เสร็จ (ดอกเบี้ยก่อนฟ้องไม่เกิน ๑,๙๗๓.๒๕ บาท) ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ ๒ ที่ ๓ จำเลยที่ ๔ อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า จำเลยที่ ๔ ได้ชำระค่าเสียหายในอุบัติเหตุเดียวกันนี้ แก่โจทก์ในคดีหมายเลขแดงที่ ๒๓๗๖๐/๒๕๒๘ ของศาลชั้นต้นเต็มตามสัญญากรมธรรม์ประกันภัยแล้ว จึงหลุดพ้นจากความรับผิดต่อโจทก์คดีนี้ พิพากษาแก้เป็นว่า คดีสำหรับจำเลยที่ ๔ ให้ยกฟ้องเสียด้วยนอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาข้อแรกว่า จำเลยที่ ๔ จะต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายให้โจทก์ในคดีนี้หรือไม่ ข้อเท็จจริงฟังได้ยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นว่า จำเลยที่ ๑ ขับรถยนต์บรรทุกคันหมายเลขทะเบียน ๘๐-๒๗๒๔ เพชรบุรี ด้วยความประมาท เป็นเหตุให้เกิดชนกันขึ้นเป็นคดีนี้ จำเลยที่ ๔ ในฐานะผู้รับประกันภัยรถยนต์บรรทุกของจำเลยที่ ๑ จึงต้องร่วมกับจำเลยที่ ๑ รับผิดชดใช้ค่าเสียหายให้โจทก์ด้วย ปัญหาที่ว่า จำเลยที่ ๔ จะต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายให้โจทก์ในคดีนี้อีกหรือไม่ จำเลยที่ ๔ ได้อ้างสำนวนคดีหมายเลขแดงที่ ๒๓๗๖๐/๒๕๒๘ ของศาลชั้นต้นเป็นพยานในคดีนี้ และศาลชั้นต้นได้นำมาผูกรวมไว้กับสำนวนคดีนี้แล้ว พิเคราะห์สำนวนคดีดังกล่าวแล้ว ข้อเท็จจริงได้ความว่า มูลคดีของคดีดังกล่าวกับคดีนี้เป็นอุบัติ เหตุครั้งเดียว ศาลชั้นต้นพิพากษาคดีดังกล่าวเมื่อวันที่ ๒๓ ธันวาคม ๒๕๒๘ ซึ่งเป็นเวลาก่อนศาลชั้นต้นพิพากษาคดีนี้โดยให้จำเลยที่ ๑ และที่ ๔ ชำระเงินให้โจทก์ที่ ๑ ในคดีดังกล่าวจำนวน ๒๐๓,๖๐๐ บาท แต่ให้จำเลยที่ ๔ ร่วมรับผิดเพียง ๑๐๐,๐๐๐ บาทเท่าที่จำเลยที่ ๑ เอาประกันภัยไว้กับจำเลยที่ ๔ เฉพาะความเสียหายเกี่ยวกับบุคคลภายนอก คดีดังกล่าวถึงที่สุดโดยคู่ความต่างไม่อุทธรณ์ เห็นว่า ตามสัญญากรมธรรม์ประกันภัยระหว่างจำเลยที่ ๑กับที่ ๔ ระบุวงเงินค่าเสียหายเกี่ยวกับทรัพย์สินของบุคคลภาย นอกไว้ ในข้อ ๒.๓ ว่าไม่เกิน ๑๐๐,๐๐๐ บาท ต่อหนึ่งครั้ง จึงหมายความว่า จำเลยที่ ๔ จำกัดความรับผิดในค่าเสียหายต่อบุคคลภายนอกไม่ว่าคนเดียวหรือหลายคนในอุบัติเหตุครั้งเดียวกันไว้ไม่เกิน๑๐๐,๐๐๐ บาท เท่านั้น และหากจำเลยที่ ๔ ได้ชำระค่าเสียหายให้โจทก์ในคดีหมายเลขแดงที่ ๒๓๗๖๐/๒๕๒๘ ของศาลชั้นต้นเต็มจำนวน ๑๐๐,๐๐๐ บาทตามสัญญากรมธรรม์ประกันภัยแล้ว จำเลยที่ ๔ ก็ไม่ต้องชำระค่าเสียหายให้โจทก์ในคดีนี้อีก ที่โจทก์ฎีกาว่า จำเลยที่ ๔ มีหน้าที่จะต้องเฉลี่ยเงินที่จะชดใช้ให้โจทก์ และจำเลยที่ ๔ ชำระหนี้ในคดีดังกล่าวโดยไม่สุจริตและไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น เห็นว่า จำเลยที่ ๔ ได้ชำระค่าเสียหายตามคำพิพากษาในคดีดังกล่าวแล้วนั้น เป็นการชำระหนี้โดยสุจริตและถูกต้องตามกฎหมาย ฎีกาโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ส่วนปัญหาข้อต่อไปที่ว่า ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยข้อเท็จจริงนอกสำนวนหรือไม่นั้น เห็นว่า จำเลยที่ ๔ ได้อ้างสำนวนคดีหมายเลขแดงที่ ๒๓๗๖๐/๒๕๒๘ของศาลชั้นต้นพร้อมทั้งสรรพเอกสารเป็นพยานในคดีนี้ เมื่อศาลอุทธรณ์วินิจฉัยตามข้อเท็จจริงในสำนวนคดีดังกล่าว จึงไม่เป็นการวินิจฉัยข้อเท็จจริงนอกสำนวน ฎีกาของโจทก์ทุกข้อฟังไม่ขึ้น แต่ข้อเท็จจริงที่จำเลยที่ ๔ ได้ชำระค่าเสียหายตามคำพิพากษาให้แก่โจทก์ในคดีหมายเลขแดงที่ ๒๓๗๖๐/๒๕๒๘ ของศาลชั้นต้นเกิดขึ้นภายหลังที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาคดีนี้แล้ว ศาลอุทธรณ์ไม่ชอบที่จะนำมาพิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ ๔ ไปเลย แต่ควรกำหนดเป็นเงื่อนไขในความรับผิดของจำเลยที่ ๔ เท่านั้น จึงสมควรแก้ไขเสียให้ถูกต้อง พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ ๔ ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ ๑แต่หากจำเลยที่ ๔ ได้ชำระหนี้ตามคำพิพากษาในคดีหมายเลขแดงที่๒๓๗๖๐/๒๕๒๘ ของศาลชั้นต้นเต็มวงเงินที่ต้องรับผิดจำนวน ๑๐๐,๐๐๐ บาทแล้ว จำเลยที่ ๔ ก็ไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ในคดีนี้อีก นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4940/2533 นาวาอากาศโทวันชัย จิตตินันท์ โจทก์ นายประสงค์ชัย จารุพันธ์ กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นาวาอากาศโทวันชัย จิตตินันท์ · จำเลย - นายประสงค์ชัย จารุพันธ์ กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ชุม สุกแสงเปล่ง · สวิน อักขรายุธ · ปิ่นทิพย์ สุจริตกุล
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 1721/2528ฎีกา 1342/2509ฎีกา 1879/2542ฎีกา 2834/2527ฎีกา 3099/2524ฎีกา 8735/2542ฎีกา 2572/2541ฎีกา 861/2540ฎีกา 2520/2544ฎีกา 7051/2540ฎีกา 1733/2498ฎีกา 2709/2538ฎีกา 2170/2517ฎีกา 6058/2538ฎีกา 2898/2538ฎีกา 1959/2529ฎีกา 2610/2538ฎีกา 5494/2541ฎีกา 2635/2527ฎีกา 4085/2559ฎีกา 1746/2511ฎีกา 3827/2542ฎีกา 674/2549ฎีกา 759/2519
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา