⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 5018/2533

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5018/2533

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
เมื่อศาลอาญาพิพากษายกฟ้องคดีอาญาโดยไม่ได้วินิจฉัยในประเด็นว่าจำเลยเป็นผู้กระทำความผิดหรือไม่ โจทก์ผู้เสียหายย่อมมีสิทธิฟ้องคดีแพ่งเพื่อเรียกค่าเสียหายฐานละเมิดจากจำเลยได้ โดยสามารถนำพยานหลักฐานเข้าสืบให้ศาลวินิจฉัยในประเด็นดังกล่าวได้อีกครั้ง.

ย่อคำพิพากษา

ศาลทหารกรุงเทพวินิจฉัยคดีส่วนอาญาที่จำเลยถูกฟ้องว่าพยานหลักฐานของโจทก์เท่าที่นำสืบมานั้นทำให้เกิดความสงสัยว่าจำเลยเป็นคนขับรถยนต์โดยสารคันเกิดเหตุหรือไม่ เห็นควรยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้แก่จำเลย จึงพิพากษายกฟ้องโดยไม่ได้ชี้ขาดว่าจำเลยเป็นคนขับรถยนต์โดยสารคันเกิดเหตุหรือไม่ ถ้าหากฟังได้ว่าจำเลยเป็นคนขับ ก็จะต้องชี้ขาดอีกด้วยว่าจำเลยได้กระทำโดยประมาทหรือไม่ เมื่อโจทก์ซึ่งเป็นผู้เสียหายฟ้องทางแพ่งเรียกค่าเสียหายฐานละเมิดจากจำเลย จึงมีสิทธินำพยานหลักฐานเข้าสืบให้ฟังได้ว่าจำเลยเป็นคนขับรถยนต์โดยสารคันเกิดเหตุได้.

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.46 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.420

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ทั้งสองสำนวนฟ้องว่า โจทก์ที่ 2 เป็นบุตรของโจทก์ที่ 1ซึ่งเกิดจากนายปราโมทย์ มนชน โจทก์ที่ 3 เป็นผู้รับประกันภัยรถยนต์เก๋งคันเกิดเหตุ จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ร่วมกันประกอบกิจการเดินรถยนต์โดยสาร จำเลยที่ 4 เป็นลูกจ้างขับรถยนต์โดยสารคันเกิดเหตุของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ไปในทางการที่จ้างจากกรุงเทพมหานครไปจังหวัดสงขลาด้วยความประมาทปราศจากความระมัดระวังแล่นล้ำเส้นกึ่งก ลางถนนเป็นเหตุให้ชนรถยนต์เก๋งคันเกิดเหตุที่นายปราโมทย์ ขับนายปราโมทย์ ถึงแก่ความตาย โจทก์ที่ 1 ที่ 2 ได้รับบาดเจ็บ รถยนต์เก๋งคันเกิดเหตุเสียหายจนไม่สามารถซ่อมได้ ขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายจำนวน 555,108.75 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีของเงินจำนวน 519,400 บาทนับจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 1 ที่ 2 และบังคับให้จำเลยที่ 1 ที่ 4 ร่วมกันชำระเงินจำนวน 94,277.50 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีของเงินจำนวน 87,700 บาทนับจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 3 จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ให้การว่า จำเลยที่ 1 มิใช่เจ้าของรถยนต์โดยสารคันเกิดเหตุ จำเลยที่ 4 เป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 1แต่มิใช่ผู้ขับรถยนต์โดยสารคันดังกล่าวในขณะเกิดเหตุ จำเลยที่ 2ไม่ใช่ผู้ปกครองและไม่ได้ร่วมกิจการเดินรถยนต์โดยสารคันเกิดเหตุจำเลยที่ 2 ไม่ใช่ผู้ครอบครองและไม่ได้ร่วมกิจการเดินรถยนต์โดยสารคันเกิดเหตุ จำเลยที่ 4 ไม่ใช่ลูกจ้างของจำเลยที่ 2 ค่าเสียหายของโจทก์ที่ 1 ที่ 2 ไม่เกิน 3,000 บาท โจทก์ที่ 2 มิใช่บุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ตายจึงไม่มีสิทธิเรียกค่าขาดไร้อุปการะรถยนต์เก๋งคันเกิดเหตุเสียหายไม่มากหากซ่อมให้อยู่ในสภาพดีค่าซ่อมไม่เกิน 20,000 บาท โจทก์ที่ 3 นำรถยนต์เก๋งคันดังกล่าวออกขายโดยไม่สุจริต ไม่อาจสวมสิทธิเรียกร้องเอาจากจำเลยที่ 1 ที่ 4 ได้ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ที่ 4 ร่วมกันชำระเงินจำนวน66,000 บาท แก่โจทก์ที่ 1 จำนวน 3,000 บาท แก่โจทก์ที่ 2 พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันละเมิดวันที่ 19พฤศจิกายน 2522 จนกว่าจะชำระเสร็จและให้ร่วมกันชำระเงินจำนวน87,000 บาท แก่โจทก์ที่ 3 พร้อมดอกเบี้ยอัตราเดียวกันนับตั้งแต่16 พฤษภาคม 52523 จนกว่าจะชำระเสร็จ โจทก์ที่ 1 ที่ 2 และจำเลยที่ 1 ที่ 4 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ที่ 4 ร่วมกันชำระเงิน 125,800 บาท แก่โจทก์ที่ 1 นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยที่ 1 ที่ 4 ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ที่ 4 ว่าคดีนี้เป็นคดีแพ่งเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา ในการพิพากษาคดีส่วนแพ่งศาลจำต้องถือเอาข้อเท็จจริงตามที่ปรา กฎในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาเมื่อคำพิพากษาคดีส่วนอาญา ศาลสงสัยตามสมควรว่าจำเลยที่ 4 เป็นคนขับรถยนต์โดยสารคันเกิดเหตุหรือไม่ จึงยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้เป็นผลดีแก่จำเลยที่ 4 พิพากษายกฟ้อง ถือได้ว่าศาลวินิจฉัยแล้วว่าจำเลยที่ 4 ไม่ได้กระทำความผิดหรือไม่ได้ละเมิดศาลที่วินิจฉัยในคดีส่วนแพ่งจะรับฟังข้อเท็จจริงตามโจทก์นำสืบว่า จำเลยที่ 4 กระทำความผิดหรือทำละเมิดย่อมไม่ได้นั้น เห็นว่า คดีอาญาศาลทหารกรุงเทพ (ศาลจังหวัดประจวบคีรีขันธ์) วินิจฉัยว่า พยานหลักฐานของโจทก์เท่าที่นำสืบมานั้นทำให้เกิดความสงสัยว่า จำเลยเป็นคนขับรถยนต์โดยสารคันเกิดเหตุหรือไม่เห็นควรยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้แก่จำเลย จึงพิพากษายกฟ้อง ดังนี้ ศาลที่พิพากษาคดีส่วนอาญาดังกล่าวไม่ได้ชี้ขาดว่าจำเลยที่ 4 ในคดีนี้เป็นคนขับรถยนต์โดยสารคันเกิดเหตุหรือไม่ ถ้าหากฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 4 ในคดีนี้เป็นคนขับรถยนต์โดยสารคันเกิดเหตุ ก็จะต้องชี้ขาดอีกด้วยว่าจำเลยที่ 4 ในคดีนี้ได้กระทำโดยประมาทหรือไม่ เมื่อโจทก์ที่ 1ที่ 2 ซึ่งเป็นผู้เสียหายฟ้องทางแพ่งเป็นคดีนี้เรียกค่าเสียหายฐานละเมิดจากจำเลยที่ 4 โจทก์ที่ 1 ที่ 2 จึงมีสิทธินำพยานหลักฐานเข้าสืบให้ฟังได้ว่าจำเลยที่ 4 เป็นคนขับรถยนต์โดยสารคันเกิดเหตุได้ พิพากษายืน. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5018/2533 นาง วลัยวรรณ สุกกสังข์ หรือ สุกกสังค์ กับพวก โจทก์ นาง สิริพร หรือ ศิริพร เต็ม เจริญ กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นาง วลัยวรรณ สุกกสังข์ หรือ สุกกสังค์ กับพวก · จำเลย - นาง สิริพร หรือ ศิริพร เต็ม เจริญ กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ไพฑูรย์ เนติโพธิ์ · เจริญ นิลเอสงฆ์ · โสภณ จันเทรมะ
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 4976/2536ฎีกา 681/2506ฎีกา 4715/2542ฎีกา 22/2511ฎีกา 4513/2533ฎีกา 3651/2526ฎีกา 2834/2527ฎีกา 246/2530ฎีกา 8203/2538ฎีกา 1538/2518ฎีกา 149/2526ฎีกา 1000/2505ฎีกา 1124/2479ฎีกา 7335/2538ฎีกา 3452/2537ฎีกา 861/2540ฎีกา 1145/2512ฎีกา 898/2534ฎีกา 307/2513ฎีกา 1660/2518ฎีกา 560/2529ฎีกา 311/2538ฎีกา 713/2512ฎีกา 265/2534
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา