⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 5073/2533

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5073/2533

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การที่หุ้นส่วนถอนหุ้นออกจากการเป็นหุ้นส่วนโดยที่ห้างหุ้นส่วนมีหนี้สินและไม่สามารถดำเนินกิจการต่อไปได้ แต่การถอนหุ้นนั้นมิได้กระทำไปเพื่อหลีกเลี่ยงการชำระหนี้แก่เจ้าหนี้ทั้งหมดหรือแต่บางส่วน ไม่เป็นความผิดฐานโกงเจ้าหนี้

ย่อคำพิพากษา

เดิมห้างหุ้นส่วนจำกัด ศ. มีจำเลยที่ 1 เป็นหุ้นส่วนจำพวกไม่จำกัดความรับผิดและเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ หลังจากศาลพิพากษาให้จำเลยที่ 1ชำระหนี้แก่โจทก์ จำเลยทั้งสามกับ จ. ทำสัญญาแก้ไขเพิ่มเติมสัญญาเข้าหุ้นส่วนเดิม โดยให้จำเลยที่ 1 ออกจากการเป็นหุ้นส่วนจำพวกไม่จำกัดความรับผิดและหุ้นส่วนผู้จัดการ และถอนเงินลงหุ้นออกไป โดยให้จำเลยที่ 2 เป็นหุ้นส่วนจำพวกไม่จำกัดความรับผิดและเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการแทน ให้จำเลยที่ 3 เป็นหุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิด แต่ได้ความว่าห้างหุ้นส่วนจำกัด ศ. มีหนี้สินและไม่สามารถดำเนินกิจการต่อไปได้ จำเลยที่ 1 ต้องการเลิกห้างหุ้นส่วน แต่จำเลยที่ 2 ที่ 3 ต้องการดำเนินกิจการต่อ จำเลยที่ 1 กับ จ.จึงถอนหุ้นออกจากการเป็นหุ้นส่วนโดยไม่มีการถอนเงินลงหุ้นไปจริง เพราะห้างหุ้นส่วนจำกัด ศ. ไม่มีเงินเหลืออยู่เลยดังนั้น การที่จำเลยที่ 1 ถอนหุ้นจึงมิใช่เป็นการกระทำเพื่อมิให้โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ทั้งหมดหรือแต่บางส่วน การกระทำของจำเลยทั้งสามไม่เป็นความผิดฐานโกงเจ้าหนี้

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายอาญา ม.350

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ ๑๕ มกราคม ๒๕๓๐ ศาลจังหวัดเชียงใหม่พิพากษาให้จำเลยที่ ๑ ชำระหนี้แก่โจทก์ ต่อมาวันที่ ๒๐ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๐ จำเลยทั้งสามได้ร่วมกันกระทำความผิดโดยจำเลยที่ ๑ แกล้งยอมตนออกจากการเป็นหุ้นส่วนจำพวกไม่จำกัดความรับผิด และออกจากการเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการในห้างหุ้นส่วนจำกัดศศิพาณิชย์ ให้จำเลยที่ ๒ เปลี่ยนประเภทจากหุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิดเป็นหุ้นส่วนจำพวกไม่จำกัดความรับผิดและเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ และให้จำเลยที่ ๓เข้าเป็นหุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิด โดยจำเลยทั้งสามเจตนามิให้โจทก์บังคับคดียึดหุ้นของจำเลยที่ ๑ ออกขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์ นอกจากหุ้นในห้างหุ้นส่วนจำกัดศศิพาณิชย์แล้ว จำเลยที่ ๑ ไม่มีทรัพย์สินอื่นที่โจทก์จะบังคับเอาได้ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๕๐, ๘๓ จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๕๐, ๘๓ ลงโทษจำคุกคนละ ๒ ปี จำเลยทั้งสามอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า เดิมจำเลยที่ ๑เป็นหุ้นส่วนจำพวกไม่จำกัดความรับผิดและเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของห้างหุ้นส่วนจำกัดศศิพาณิชย์ โจทก์เป็นเจ้าหนี้จำเลยที่ ๑ ตามคำพิพากษาของศาลจังหวัดเชียงใหม่ ต่อมาจำเลยทั้งสามกับนายเจริญทำสัญญากันให้แก้ไขเพิ่มเติมสัญญาเข้าหุ้นส่วนเดิมตามที่ได้จดทะเบียนไว้ โดยให้จำเลยที่ ๑ ออกจากการเป็นหุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิดและถอนเงินลงหุ้นออกจากการเป็นหุ้นส่วน ให้จำเลยที่ ๒ เปลี่ยนจากหุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิดเป็นหุ้นส่วนจำพวกไม่จำกัดความรับผิด และนำเงินมาลงหุ้นเพิ่มอีกโดยให้เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการแทนจำเลยที่ ๑ ให้นายเจริญออกจากการเป็นหุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิดโดยถอนเงินลงหุ้นออกจากการเป็นหุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิด และให้รับจำเลยที่ ๓ เข้าเป็นหุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิดโดยนำเงินมาลงหุ้นและได้จดทะเบียนแก้ไขเพิ่มเติมแล้ว ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยมีว่า จำเลยทั้งสามกระทำความผิดฐานโกงเจ้าหนี้หรือไม่ เห็นว่า การกระทำที่โจทก์อ้างว่าจำเลยทั้งสามกระทำความผิดคือ จำเลยที่ ๑ แกล้งยอมตนออกจากการเป็นหุ้นส่วนจำพวกไม่จำกัดความรับผิดและออกจากการเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการในห้างหุ้นส่วนจำกัดศศิพาณิชย์จำเลยที่ ๒ เปลี่ยนประเภทจากหุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิดเป็นหุ้นส่วนจำพวกไม่จำกัดความรับผิดและเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ และให้จำเลยที่ ๓ เข้าเป็นหุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิด ทำให้โจทก์ไม่สามารถยึดถือหุ้นของจำเลยที่ ๑ ออกขายทอดตลาดเอาชำระหนี้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาของศาลจังหวัดเชียงใหม่ เพราะนอกจากหุ้นของจำเลยที่ ๑ ในห้างหุ้นส่วนจำกัดศศิพาณิชย์แล้ว จำเลยที่ ๑ ไม่มีทรัพย์สินอื่นใดที่จะบังคับเอาได้ แต่ได้ความว่าห้างหุ้นส่วนจำกัดศศิพาณิชย์มีหนี้สินและไม่สามารถดำเนินกิจการต่อไปได้ จำเลยที่ ๑ ต้องการเลิกห้างหุ้นส่วน แต่จำเลยที่ ๒ จะดำเนินกิจการต่อไปจึงชักชวนจำเลยที่ ๓ มาเข้าเป็นหุ้นส่วนด้วยส่วนจำเลยที่ ๑ กับนายเจริญได้ถอนหุ้นออกจากการเป็นหุ้นส่วนโดยไม่มีการถอนเงินลงหุ้นไปจริง เพราะห้างหุ้นส่วนจำกัดศศิพาณิชย์ไม่มีเงินเหลืออยู่เลย ดังนั้นการที่จำเลยที่ ๑ ถอนหุ้นจึงมิใช่เป็นการกระทำเพื่อมิให้โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ของจำเลยที่ ๑ ได้รับชำระหนี้ทั้งหมดหรือแต่บางส่วน การกระทำของจำเลยทั้งสามไม่เป็นความผิดฐานโกงเจ้าหนี้ พิพากษายืน. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5073/2533 นางสาวกาญจนา ปันดอนตอง โจทก์ นายแสวง ลำเทียน กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นางสาวกาญจนา ปันดอนตอง · จำเลย - นายแสวง ลำเทียน กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)มานิตย์ จิตต์จันทร์กลับ · มงคล เปาอินทร์ · ครีภูมิ สุวรรณโรจน์
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลแขวงเชียงใหม่ - นายธวัฒน์ชัย สุดใจศิริบูล · ศาลอุทธรณ์ - นายเสมอ อินทรศักดิ์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 271/2522ฎีกา 5367/2551ฎีกา 4225/2559ฎีกา 14025/2557ฎีกา 9202/2553ฎีกา 16070-16072/2555ฎีกา 1406/2512ฎีกา 13335/2555ฎีกา 1074/2511ฎีกา 268/2521ฎีกา 870/2518ฎีกา 2899/2543ฎีกา 6221/2545ฎีกา 8782/2558ฎีกา 2745/2523ฎีกา 490/2502ฎีกา 252/2537ฎีกา 1418/2550ฎีกา 392/2506ฎีกา 1474/2517ฎีกา 3204/2528ฎีกา 4522/2536ฎีกา 6761/2544ฎีกา 1898/2554
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา