⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 14785/2555

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14785/2555

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การฟ้องคดีความผิดฐานโกงเจ้าหนี้ ต้องฟ้องภายในสามเดือนนับแต่วันที่รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิด มิฉะนั้นคดีจะขาดอายุความ.

ย่อคำพิพากษา

ความผิดฐานโกงเจ้าหนี้ โจทก์บรรยายฟ้องว่า เหตุเกิดวันที่ 25 มีนาคม 2542 แต่โจทก์ไม่ได้ร้องทุกข์เพราะประสงค์จะดำเนินคดีเอง การที่โจทก์ฟ้องคดีเมื่อวันที่ 14 กันยายน 2549 โจทก์จะต้องนำสืบให้รับฟังได้ว่า โจทก์ฟ้องภายในสามเดือนนับแต่วันรู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิด เมื่อโจทก์ไม่ได้นำสืบให้เห็นเช่นนั้น คดีในความผิดฐานนี้จึงขาดอายุความตาม ป.อ. มาตรา 96 สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ย่อมระงับไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (6) ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสองในฐานความผิดนี้ จึงไม่ถูกต้อง ปัญหาข้อนี้เป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จำเลยที่ 2 มิได้ยกขึ้นอ้างในชั้นอุทธรณ์ แต่ยกขึ้นอ้างในชั้นฎีกาได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 และเหตุเรื่องคดีขาดอายุความเป็นเหตุในลักษณะคดี ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจพิพากษาตลอดไปถึงจำเลยที่ 1 ได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 213 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 โจทก์เป็นเจ้าหนี้จำเลยที่ 1 ตามคำพิพากษาในคดีขอแบ่งสินสมรส และบังคับคดีโดยขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างอันเป็นสินสมรส แล้วนำเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดมาแบ่งปันตามส่วน โจทก์ย่อมมีสิทธิได้รับชำระหนี้จากเงินที่ได้จากการขายตามส่วนที่เป็นของตนเอง ส่วนการที่จำเลยทั้งสองทำบันทึกข้อตกลงฉบับลงวันที่ 25 มีนาคม 2542 ซึ่งมีลักษณะเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความนั้น หากจำเลยทั้งสองมีเจตนาก่อให้เกิดหนี้จริงก็เป็นหนี้ซึ่งจำเลยที่ 1 ต้องรับผิดเป็นส่วนตัว การที่จำเลยที่ 2 เป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของจำเลยที่ 1 ในคดีขอให้บังคับให้ชดใช้ค่าเสียหายอันเนื่องมาจากการปฏิบัติผิดข้อตกลงดังกล่าว ก็คงมีเพียงสิทธิบังคับคดีเอาจากสินส่วนตัวของจำเลยที่ 1 ก่อน เมื่อไม่พอจึงมีสิทธิบังคับเอาจากสินสมรสที่เป็นสินส่วนตัวของจำเลยที่ 1 ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1488 สิทธิในการบังคับคดีของจำเลยที่ 2 ย่อมไม่มีผลกระทบสิทธิในการได้รับชำระหนี้ของโจทก์ แม้จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอเฉลี่ยทรัพย์ต่อศาลเยาวชนและครอบครัวกลางในคดีที่โจทก์ฟ้องขอแบ่งสินสมรสจากจำเลยที่ 1 แต่จำเลยที่ 2 ก็คงมีสิทธิที่จะได้รับชำระหนี้จากเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างอันเป็นสินสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 เพียงเฉพาะที่เป็นส่วนของจำเลยที่ 1 ดังนั้น หากแม้ว่าจำเลยที่ 2 จะเบิกความอันเป็นเท็จต่อศาลเกี่ยวกับมูลหนี้ระหว่างจำเลยที่ 1 กับที่ 2 ในคดีที่จำเลยที่ 2 ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าเสียหายตามที่โจทก์กล่าวอ้างในฟ้องจริง ก็ไม่อาจทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายได้เลย โจทก์จึงไม่ใช่ผู้เสียหายและไม่มีอำนาจฟ้องในความผิดฐานเบิกความเท็จ

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.39 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.195 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.213 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.225 ประมวลกฎหมายอาญา ม.96 ประมวลกฎหมายอาญา ม.177 ประมวลกฎหมายอาญา ม.350

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 177, 350 ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 350 และจำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 177 วรรคแรก ความผิดฐานโกงเจ้าหนี้ จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 6 เดือน ส่วนจำเลยที่ 2 กระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 (ที่ถูก มาตรา 91 ฐานโกงเจ้าหนี้ จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 4 เดือน ฐานเบิกความเท็จจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 5 เดือน รวมจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 9 เดือน จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า ลดโทษให้จำเลยที่ 2 กระทงละกึ่งหนึ่งแล้ว คงจำคุก 4 เดือน 15 วัน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยที่ 2 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่โจทก์และจำเลยที่ 2 ไม่ได้โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังยุติว่า โจทก์เคยเป็นสามีจำเลยที่ 1 แต่โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ต่อศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง ขอให้บังคับจำเลยที่ 1 จดทะเบียนหย่า และแบ่งสินสมรสคือ ที่ดินโฉนดเลขที่ 77574 ตำบลบางจาก อำเภอพระโขนง กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างคือ บ้านเลขที่ 665/145 แก่โจทก์กึ่งหนึ่ง หรือเป็นเงินประมาณ 2,000,000 บาท ศาลในคดีดังกล่าวพิพากษาให้โจทก์ชนะคดีเต็มตามฟ้อง โจทก์ยังฟ้องจำเลยทั้งสองต่อศาลแพ่งกรุงเทพใต้ ขอให้เพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง ซึ่งจำเลยทั้งสองกระทำ ให้จำเลยทั้งสองจดทะเบียนใส่ชื่อจำเลยที่ 1 ลงในโฉนดที่ดินเช่นเดิม หากไม่ปฏิบัติให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสอง และหากไม่สามารถโอนกลับคืนได้ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ราคา 2,000,000 บาท แทนแก่โจทก์ อธิบดีผู้พิพากษาศาลแพ่งกรุงเทพใต้เห็นว่า คดีอยู่ในอำนาจการพิจารณาพิพากษาของศาลเยาวชนและครอบครัว จึงโอนสำนวนไปยังศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง ชั้นพิจารณาจำเลยที่ 2 อ้างตนเองเป็นพยานเบิกความว่า ซื้อที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างจากจำเลยที่ 1 ในราคา 1,300,000 บาท ศาลในคดีดังกล่าวพิพากษาให้โจทก์ชนะคดีเต็มตามฟ้อง หลังจากนั้นเจ้าพนักงานที่ดินจดทะเบียนเพิกถอนนิติกรรมการซื้อขาย จำเลยทั้งสองร่วมกันทำบันทึกข้อตกลงมีสาระสำคัญว่า จำเลยที่ 1 ยอมรับว่าขายที่ดินแปลงแก่จำเลยที่ 2 ในราคา 4,500,000 บาท ได้รับชำระแล้ว 4,030,000 บาท ยังค้างชำระ 470,000 บาท จำเลยที่ 1 ยอมชำระค่าเสียหายเดือนละ 20,000 บาท แก่โจทก์ และมอบอำนาจให้จำเลยที่ 2 เจรจากับโจทก์ หากตกลงกันไม่ได้ จำเลยที่ 1 ยอมชำระค่าเสียหาย 2,000,000 บาท แก่จำเลยที่ 2 และยอมจดทะเบียนใส่ชื่อจำเลยที่ 2 เป็นเจ้าของที่ดินแปลงดังกล่าวร่วมกับโจทก์ ต่อมาจำเลยที่ 2 ฟ้องจำเลยที่ 1 ต่อศาลชั้นต้น กล่าวหาว่าปฏิบัติผิดข้อตกลงขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 5,865,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 4,030,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้อง จนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลยที่ 2 ชั้นพิจารณาจำเลยที่ 2 อ้างตนเองเป็นพยานเบิกความว่า ซื้อที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างจากจำเลยที่ 1 ในราคา 4,500,000 บาท ชำระแล้ว 4,030,000 บาท ศาลในคดีดังกล่าวพิพากษาให้จำเลยที่ 2 ชนะคดีเต็มตามฟ้อง สำหรับคดีที่โจทก์ฟ้องขอแบ่งสินสมรสจากจำเลยที่ 1 โจทก์บังคับคดีโดยการขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าว อันเป็นสินสมรสแล้วนำเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดมาแบ่งปันกันตามส่วน ต่อมาจำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอเฉลี่ยทรัพย์ต่อศาลเยาวชนและครอบครัวกลางโดยอ้างว่า จำเลยที่ 2 ไม่สามารถเอาชำระหนี้ตามคำพิพากษาจากทรัพย์สินอื่น ๆ ของจำเลยที่ 1 ได้ นอกจากที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าว ศาลเยาวชนและครอบครัวกลางพิจารณาแล้วอนุญาตให้จำเลยที่ 2 เข้าเฉลี่ยทรัพย์ได้ตามขอ มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยที่ 2 ในข้อแรกว่า คดีในส่วนความผิดฐานโกงเจ้าหนี้ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า คดีในส่วนความผิดฐานโกงเจ้าหนี้โจทก์บรรยายฟ้องว่า เหตุเกิดเมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2542 แต่โจทก์ไม่ได้ร้องทุกข์เพราะประสงค์จะดำเนินคดีเอง ดังนั้น การที่โจทก์ฟ้องคดีเมื่อวันที่ 14 กันยายน 2549 โจทก์ย่อมจะต้องนำสืบพยานให้รับฟังได้ว่า โจทก์ฟ้องภายในสามเดือน นับแต่วันที่รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิด แต่โจทก์กลับไม่ได้นำสืบให้เห็นได้เช่นนั้น คดีในส่วนความผิดฐานนี้จึงขาดอายุความ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 96 สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ย่อมระงับไป ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (6) ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสองในความผิดฐานนี้จึงไม่ถูกต้อง ปัญหาข้อนี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จำเลยที่ 2 ไม่ได้ยกขึ้นอ้างในชั้นอุทธรณ์ แต่ก็ยกขึ้นอ้างในชั้นฎีกาได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 ฎีกาจำเลยที่ 2 ในข้อนี้ฟังขึ้น เหตุเรื่องคดีขาดอายุความเป็นเหตุในลักษณะคดี ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจพิพากษาตลอดไปถึงจำเลยที่ 1 ได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 213 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยที่ 2 ในข้อสองว่า โจทก์เป็นผู้เสียหายในความผิดฐานเบิกความเท็จหรือไม่ เห็นว่า การที่โจทก์เป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาจำเลยที่ 1 ในคดีฟ้องขอแบ่งสินสมรส และบังคับคดีโดยการขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง อันเป็นสินสมรสแล้วนำเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดมาแบ่งปันกันตามส่วน โจทก์ย่อมมีสิทธิได้รับชำระหนี้จากเงินที่ได้จากการขายตามส่วนที่เป็นของตนเอง การที่จำเลยทั้งสองร่วมกันทำบันทึกข้อตกลง ซึ่งมีลักษณะเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความนั้น หากแม้จำเลยทั้งสองมีเจตนาก่อให้เกิดหนี้ขึ้นจริงก็เป็นหนี้ซึ่งจำเลยที่ 1 ต้องรับผิดเป็นส่วนตัว การที่จำเลยที่ 2 เป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาจำเลยที่ 1 ในคดีฟ้องขอให้บังคับชดใช้ค่าเสียหาย อันเนื่องมาจากการปฏิบัติผิดข้อตกลงมีเพียงสิทธิบังคับคดีเอาจากสินส่วนตัวของจำเลยที่ 1 ก่อน เมื่อไม่พอจึงมีสิทธิบังคับคดีเอาจากสินสมรสที่เป็นส่วนของจำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1488 สิทธิในการบังคับคดีของจำเลยที่ 2 ย่อมไม่มีผลกระทบต่อสิทธิในการได้รับชำระหนี้ของโจทก์ กล่าวคือ แม้จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอเฉลี่ยทรัพย์ต่อศาลเยาวชนและครอบครัวกลางในคดีที่โจทก์ฟ้องขอแบ่งสินสมรสจากจำเลยที่ 1 แต่จำเลยที่ 2 มีสิทธิจะได้รับชำระหนี้จากเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง อันเป็นสินสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 เพียงเฉพาะส่วนที่เป็นของจำเลยที่ 1 ดังนั้น หากแม้ว่าจำเลยที่ 2 จะเบิกความอันเป็นเท็จต่อศาลชั้นต้นตามที่โจทก์กล่าวอ้างในฟ้องจริง ก็ไม่อาจทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายได้เลย โจทก์จึงไม่ใช่ผู้เสียหายและไม่มีอำนาจฟ้อง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 2 ในความผิดฐานนี้ ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาจำเลยที่ 2 ในข้อนี้ฟังขึ้น ฎีกาจำเลยที่ 2 ในข้ออื่น ๆ ศาลฎีกาไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยให้เพราะไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลงไป พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14785/2555 นายลาร์ส อีริค มักนุ๊สสัน โจทก์ นางพิมพา ชินรัตนา กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นายลาร์ส อีริค มักนุ๊สสัน · จำเลย - นางพิมพา ชินรัตนา กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)อาวุธ ปั้นปรีชา · วิรุฬห์ แสงเทียน · ปดารณี ลัดพลี
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดเพชรบุรี - นายไกรสร โสมจันทร์ · ศาลอุทธรณ์ภาค 7 - นางจิราวรรณ สุญาณวนิชกุล
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำอ.5523/2554

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 6205/2541ฎีกา 1656/2544ฎีกา 1656/2512ฎีกา 2530/2527ฎีกา 7651/2552ฎีกา 19406/2555ฎีกา 2147/2521ฎีกา 712/2559ฎีกา 1124/2496ฎีกา 7988/2551ฎีกา 1268/2515ฎีกา 1715/2545ฎีกา 18211/2555ฎีกา 1795/2493ฎีกา 6355/2544ฎีกา 664/2520ฎีกา 4225/2559ฎีกา 3814/2549ฎีกา 1979/2521ฎีกา 726/2487ฎีกา 2813/2566ฎีกา 11720/2555ฎีกา 4519/2544ฎีกา 1499/2531
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา