⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 5179-5180/2533

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5179-5180/2533

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
* การที่ศาลล่างทั้งสองไม่ได้นำพยานหลักฐานที่ยื่นภายหลังมาวินิจฉัย ไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัย. * การชำระหนี้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความและสัญญาจำนอง สามารถนำพยานบุคคลมาสืบได้ว่าใบเสร็จรับเงินเป็นการชำระหนี้จำนวนใด.

ย่อคำพิพากษา

เมื่อศาลล่างทั้งสองไม่ได้นำเอาคำเบิกความของพยานโจทก์ตามบัญชีระบุพยาน ที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์ยื่นหลังจากที่สืบพยานจำเลยเสร็จแล้วมาวินิจฉัยในการฟังข้อเท็จจริง ฉะนั้น ฎีกาของจำเลยที่ว่าการยื่นบัญชีระบุพยานของโจทก์ฉบับดังกล่าวชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ จึงไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคแรก การชำระหนี้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความและตามสัญญาจำนองซึ่งเป็นประกันการชำระหนี้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ไม่มีกฎหมายบังคับให้ต้องมีพยานเอกสารมาแสดง โจทก์ย่อมนำพยานบุคคลมาสืบว่าใบเสร็จรับเงินที่จำเลยอ้างเป็นการออกให้เพื่อการชำระหนี้จำนวนใดได้ไม่เป็นการสืบพยานบุคคลแทนพยานเอกสารและไม่เป็นการสืบพยานเพิ่มเติมตัดทอน หรือเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความในเอกสารตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94(ก) และ (ข).

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.249 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.746 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.850

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องสำนวนแรก ขอบังคับจำนองที่ดินให้จำเลยชำระหนี้จำนองจำนวน ๓๐๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ ๗.๔ ต่อปี และฟ้องสำนวนที่สองว่า จำเลยทำสัญญากู้เงินโจทก์จำนวน ๗๐๐,๐๐๐ บาท ดอกเบี้ยร้อยละ ๑๕ ต่อปี ต่อมาจำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับโจทก์ระงับหนี้สัญญากู้เงินดังกล่าวโดยจำเลยจดทะเบียนจำนองที่ดินเป็นประกันจำนวน ๓๐๐,๐๐๐ บาท กับชำระเงินสดให้แก่โจทก์ ๑๕๐,๐๐๐บาท หลังจากนั้นจำเลยไม่ปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน ๓๐๓,๑๒๕ บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ๗.๕ ต่อปี จากต้นเงิน ๒๕๐,๐๐๐ บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไป กับให้ส่งมอบรถไถนาพร้อมเครื่องยนต์และอุปกรณ์ให้แก่โจทก์ ถ้าไม่สามารถส่งมอบได้ให้ชำระราคาเป็นเงิน จำเลยให้การสำนวนแรกว่า ได้ชำระหนี้จำนองแก่โจทก์แล้ว๒๐๐,๐๐๐ บาท คงค้างเพียง ๑๐๐,๐๐๐ บาท จำเลยไม่เคยได้รับหนังสือบอกกล่าวบังคับจำนอง ขอให้ยกฟ้อง และให้การสำนวนที่สองว่าได้ชำระเงิน ๑๕๐,๐๐๐ บาท พร้อมจดทะเบียนจำนองที่ดินไว้ต่อโจทก์เป็นเงิน ๓๐๐,๐๐๐ บาท ตามสัญญาประนีประนอมยอมความ และได้ชำระเงินให้แก่โจทก์อีก ๔๕๐,๐๐๐ บาท คงค้างชำระหนี้ตามสัญญาจำนองอีกเพียง ๑๐๐,๐๐๐ บาท ไม่มีหนี้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความอีกขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาให้จำเลยชำระเงินตามสัญญาจำนอง ๓๐๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระให้ยึดที่ดินที่จำนองออกขายทอดตลาดเอาเงินชำระหนี้ให้แก่โจทก์ และให้จำเลยชำระเงิน๒๔๑,๕๒๔ บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับจากวันฟ้องจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยทั้งสองสำนวนอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินให้แก่โจทก์สำนวนที่สองเป็นเงิน ๒๒๕,๐๐๐ บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยทั้งสองสำนวนฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายว่า คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยในประเด็นข้อแรกว่า การที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์ยื่นบัญชีระบุพยานฉบับลงวันที่ ๑๔ มีนาคม ๒๕๒๙ หลังจากที่สืบพยานจำเลยเสร็จแล้วชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า บัญชีระบุพยานฉบับดังกล่าวโจทก์อ้างนางสำราญ สุดสังเกตุ และนายเสน่ห์ กรรณสูตรเป็นพยาน แต่ศาลล่างทั้งสองหาได้นำเอาคำเบิกความของบุคคลทั้งสองมาวินิจฉัยในการฟังข้อเท็จจริงไม่ ฉะนั้นการที่จำเลยฎีกาเพื่อให้วินิจฉัยว่า การยื่นบัญชีระบุพยานของโจทก์ฉบับลงวันที่ ๑๔ มีนาคม๒๕๒๙ ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่นั้นจึงไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๔๙ วรรคแรกที่แก้ไขแล้ว ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้ ประเด็นข้อสอง การนำสืบพยานบุคคลของโจทก์เป็นการสืบหักล้างใบเสร็จรับเงินตามเอกสารหมาย ล.๔ ซึ่งขัดต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๙๔ (ก) และ (ข) หรือไม่ เห็นว่า โจทก์ฟ้องให้จำเลยชำระหนี้ ตามสัญญาประนีประนอมยอมความและฟ้องบังคับจำนองตามสัญญาจำนองที่จำเลยจดทะเบียนจำนองเพื่อประกันการชำระหนี้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าว มิได้ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้ตามสัญญากู้เงินซึ่งระงับไปตามสัญญาประนีประนอมยอมความแล้วการชำระหนี้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความและตามสัญญาจำนวนซึ่งประกันการชำระหนี้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความไม่มีกฎหมายบังคับให้ต้องมีพยานเอกสารมาแสดง โจทก์ย่อมนำพยานบุคคลมาสืบว่าใบเสร็จรับเงินตามเอกสารหมาย ล.๔ เป็นการออกให้เพื่อการชำระหนี้จำนวนใดได้ ไม่เป็นการสืบพยานบุคคลแทนพยานเอกสารและไม่เป็นการสืบเพิ่มเติมตัดตอน หรือเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความในเอกสารตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๙๔ (ก) และ (ข) พิพากษายืน. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5179 - 5180/2533 นายสุนิตย์ สุดสังเกต หรือ สุดสังเกตุ โจทก์ นางสิน รื่นสุนทร จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นายสุนิตย์ สุดสังเกต หรือ สุดสังเกตุ · จำเลย - นางสิน รื่นสุนทร
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)พินิจ ฉิมพาลี · เคียง บุญเพิ่ม · มีพาศน์ โปตระนันทน์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 770/2535ฎีกา 6025/2538ฎีกา 3206/2537ฎีกา 99/2541ฎีกา 3345/2535ฎีกา 2409/2551ฎีกา 3616/2558ฎีกา 8203/2538ฎีกา 1030/2509ฎีกา 710/2542ฎีกา 8884/2543ฎีกา 1000/2505ฎีกา 194/2543ฎีกา 5332/2553ฎีกา 4549/2540ฎีกา 4041/2542ฎีกา 2460/2517ฎีกา 1360/2544ฎีกา 643/2497ฎีกา 7051/2540ฎีกา 898/2534ฎีกา 6321/2544ฎีกา 4432/2534ฎีกา 218/2481
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา